http://socialscience.igetweb.com
Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

ปฎิทิน

« May 2013»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

นาฬิกา

Alternative content

สถิติ

เปิดเว็บ11/04/2007
อัพเดท19/05/2013
ผู้เข้าชม2,820,411
เปิดเพจ4,327,493

บริการ

หน้าแรก
เว็บบอร์ด
รวมรูปภาพ

การเมือง

จิตวิทยา

ทฤษฏีบุคลิกภาพ

บุคลิกภาพที่พัฒนาสมบูรณ์

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับบุคลิกภาพ

ดูแลคนแก่ที่เป็นโรคสมองเสื่อมอย่างไรไม่ให้เครียด

บุคลิกภาพที่สมบูรณ์

ความรู้เบื้องต้นของวิชาจิตวิทยา

ความแตกต่างระหว่างบุคคล

การเรียนรู้( Learning )

พัฒนาการมนุษย์

พื้นฐานชีวภาพแห่งพฤติกรรมหรือระบบอวัยวะที่เกี่ยวกับพฤติกรรม

ความรู้สึกและการรับรู้

แรงจูงใจ

บุคลิกภาพ(Personality)

สุขภาพจิตและการปรับตน

อิทธิพลของมนุษยสัมพันธ์ที่มีต่อบุคลิกภาพของบุคคล

การวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล(Transaction Analysis)

การรับรู้เกี่ยวกับตนเอง

มิตรภาพ( Friendship )

อิทธิพลของมนุษย์สัมพันธ์ที่มีต่อบุคคล

วัฒนธรรม

สังคมศาสตร์

บุคลิกภาพ(Personality)

บุคลิกภาพ  ( Personality )

8.1  บุคลิกภาพ   ( Personality )

8.1.1  ความหมายของบุคลิกภาพ

        บุคลิกภาพ หมายถึง คำที่นำมาใช้กันทั่วไปเพื่อบรรยาย1ให้เห็นถึงถึงลักษณะต่าง ๆ  ของบุคคลโดยนักจิตวิทยาหลายท่านได้ให้ความหมายของคำว่า บุคลิกภาพ ไว้แตกต่างกัน   เช่น

        บุคลิกภาพ หมายถึง  ลักษณะนิสัย  ( Traits  ) ที่รวมกันเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวของบุคคลและเป็นสิ่งที่ย้ำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล  ซึ่งพิจารณาได้จากรูปแบบพฤติกรรมของบุคคลนั้นที่แสดงออก หรือตอบสนอง   ( Interaction  ) ต่อสิ่งแวดล้อม   เชิดศักดิ์   โฆวาสินธุ์  ( 2520  : 3 )

        บุคลิกภาพ  หมายถึง  สภาพนิสัยจำเพาะคนตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า  personality  มาจากภาษาลาติน  ว่า   persona  แปลว่าหน้ากาก หรือ หัวโขน    พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ.  2525

        บุคลิกภาพของบุคคล หมายถึง ผลรวมของคุณสมบัติและลักษณะต่างๆ  ที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบของพฤติกรรม  วิธีปรับตนต่อสถานการณ์ต่างๆ  ในสภาพแวดล้อม  วิถีทางดำเนินชีวิต  ตลอดจนระบบความคิด  ความเชื่อ เจตคติ ค่านิยม และอุดมคติ  เอนกกุล   กรีแสง  ( 2529  :  43-48  )

        บุคลิกภาพ หมายถึง  ลักษณะปรากฏภายนอกและลักษณะภายในของบุคคลนับตั้งแต่รูปร่าง  หน้าตา กิริยาท่าทาง  เจตคติ  แรงจูงใจ  สติปัญญา  ความคิดเห็น  ความสามารถ  ปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์  ลักษณะประจำตัวต่างๆ  ความรู้สึกที่บุคคลนั้นๆมีต่อตนเอง  ประสบการณ์และส่วนที่เหลือค้างจากประสบการณ์   บุคลิกภาพจึงเป็นลักษณะเฉพาะของบุคคล  ไม่มีใครในโลกที่จะมีบุคลิกภาพเหมือนกัน  แม้แต่คู่แฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน....คนเราจะมีบุคลิกภาพอย่างไรนั้น  ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสองประการ  ได้แก่โครงสร้างทางชีววิทยาและพันธุกรรม  กับสภาพแวดล้อมในพัฒนาการของชีวิตตั้งแต่แรกปฏิสนธิ...แม้ว่าคนเราจะมีโครงสร้างทางชีววิทยามาแล้วตั้งปฏิสนธิแต่อิทธิพลจากคนและสิ่งแวดล้อมก็มีผลต่อบุคลิภาพอย่างมากในการถ่ายทอดความนึกคิด  เจตคติ  และคุณธรรม.... วารุณี    ธนวรานิช  (  2530  : 27  )

        บุคลิกภาพ หมายถึง   ลักษณะเฉพาะตัวของบุคคล ในด้านต่างๆ ทั้งภายนอกและภายคือ  ส่วนที่มองเห็นได้ยาก แต่ต้องทราบด้วยการอนุมาน เช่นสติปัญญา  ควานถนัด ลักษณะอารมณ์ประจำตัว  ความใฝ่ฝันปรารถนา ปรัชญาชีวิต ค่านิยม ความสนใจ    เป็นต้น   ลักษณะต่างๆของบุคลิกภาพ ไม่สามารถแยกออกเป็นส่วนๆ  จากกันได้โดยเด็ดขาด ทุกๆ ลักษณะบุคลิกภาพ ต่างมีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน และมีผลกระทบต่อกันและกัน เป็นประดุจลูกโซ่ บุคลิกภาพของมนุษย์ ถูกหล่อหลอมและประสมประสานด้วยพันธุกรรม  วัฒนธรรม  การเรียนรู้ วิธีปรับตัวของบุคคลและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นนามธรรมและวัตถุธรรม บุคลิกภาพของมนุษย์ไม่ว่าด้านใดๆ เป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  การเรียนรู้  และสิ่งแวดล้อมทางสังคมและวัตถุธรรม บุคลิกภาพของแต่ละบุคคล มีทั้งส่วนที่เป็นลักษณะผิวเผินและส่วนที่เป็นนิสัยแท้จริง บางส่วนของบุคลิกภาพถูกซ่อนเร้น หรือถูกปิดบังอำพรางโดยจงใจและไม่จงใจ   บุคลิกภาพของบุคคลมีทั้งส่วนร่วมซึ่งเป็นลักษณะสากลของมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา และมีส่วนซึ่งเรียกกันว่าลักษณะ  “เฉพาะตัว” ศรีเรือน  แก้วกังวาล  (  2531  : 5-6  )

        บุคลิกภาพ หมายถึง  พฤติกรรมทั้งหมดของบุคคลซึ่งค่อย ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่เกิด และดำเนินต่อไปจนกระทั้งตายจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  เมอร์เรย์ (Murrey , 1951)

        บุคลิกภาพจะครอบคลุมความหมายสองประการต่อไปนี้คือ ประการแรก บุคลิกภาพคือพฤติกรรมภายนอกที่แสดงออกมาของแต่ละบุคคล ( Personality as the Individual is External Behavior ) และรูปแบบของการแสดงออกของพฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น การแสดงออกทางสีหน้า แววตา ท่าทาง กิริยาอาการ การพูด การแต่งกาย ตลอดทั้งการแสดงความคิดเห็น ทั้งวาจาและการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นต้น และประการที่สอง บุคลิกภาพคือตัวของบุคคลนั้นหรือตัวตน ( Personality as Self ) โดยตัวตนจะแสดงพฤติกรรมต่างๆออกมา  รุช  (Ruch.1953 : 29)

        บุคลิกภาพ หมายถึง กระบวนการผสมผสานในบุคคล อันเกิดจากการทำงานของระบบร่างายและจิตใจ รวมถึงปฏิกิริยาของบุคล ที่โต้ตอบสิ่งเร้า ทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อเขาด้วย ซึ่งเป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรมและความคิด  ออลพอร์ท (Allport , 1964 )

        บุคลิกภาพมีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินคือ Persona  ซึ่งหมายถึง หน้ากากที่ตัวละครของกรีก และโรมันสวมใส่เวลาออกแสดง และหน้ากากนี้จะบอกให้ทราบถึงบทบาทของตัวละครที่แสดงและในปีเดียวกัน ลาซารัส ( Lazarus . 1965 : 58 )

บุคลิกภาพ หมายถึง  ลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลที่มีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าในสังคม และเป็นคุณสมบัติในการปรับตนเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของบุคคลนั้น  ออลพอต ( Allport. 1965 : 5 )

บุคลิกภาพ หมายถึง  ลักษณะรวมของบุคคลและวิธีการแสดงออกของพฤติกรรมของแต่ละบุคคล  ซึ่งเป็นเครื่องกำหนดวิธีการปรับตัวของแต่ละบุคคลในสิ่งแวดล้อมของเขา  ฮิลการ์ด และ แอทคินซัน ( Hilgard and Atkison . 1967 : 462 )

        บุคลิกภาพ หมายถึงแบบอย่างทั้งหมดซึ่งเกิดจากการผสมผสานของโครงสร้างความประพฤติ ความสนใจ เจตคติ สติปัญญา ความถนัด ตลอดจนลักษณะอื่นๆเข้าด้วยกัน  มันน์ ( Munn. 1969 : 98 ) 

        บุคลิกภาพ  หมายถึง  แบบอย่างของความประพฤติของแต่ละบุคคล ซึ่งเกิดจากโครงสร้างทางกายภาพ และประสบการณ์ในอดีตอันมีผลต่อโครงสร้างทางด้านอารมณ์และลักษณะนิสัยของบุคคลนั้นในปีเดียวกันเอ็ดเวิดส์ ( Edward . 1969 : 261)

 บุคลิกภาพของบุคคลแบ่งออกเป็น 7 ลักษณะ คือ ทางด้านความสนใจ เจตคติ ความต้องการ ความถนัด อารมณ์ สรีรวิทยา และลักษณะภายนอก ลักษณะทั้ง 7 อย่างนี้จะทำงานประสานสัมพันธ์ ( Intergrated Whle ) เป็นหน่วยเดียวกัน กิลฟอร์ด ( Guildford.1969 : 7 )

        บุคลิกภาพ หมายถึง สิ่งที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทั้งหมดของบุคคล ทั้งพฤติกรรมที่เปิดเผยและพฤติกรรมที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวของบุคคล า แคทเทล ( Cattel. 1970 : 386 citing Cattell. 1950  :  2-3 )

        บุคลิกภาพ หมายถึง การที่บุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทำให้บุคคลเกิดการเรียนรู้และแสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมนั้นๆกิลลิแลนด์ และคนอื่นๆ ( Gilliland and others . 1984 : 307 )

          บุคลิกภาพ หมายถึง ลักษณะของพฤติกรรมโดยส่วนรวมของบุคคลทั้งหมด       ที่มีการทำงานประสานสัมพันธ์เป็นหน่วยเดียวกันทั้งจากลักษณะภายในและลักษณะภายนอก   และเป็นแบบอย่างของความประพฤติเฉพาะของแต่ละบุคคล อันเกิดจากการที่บุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมในสังคมหรือจากประสบการณ์ ซึงมีผลถึงลักษณะต่างๆของพฤติกรรมของบุคคล เช่น ความสนใจ เชาว์ปัญญา ตลอดจนลักษณะอื่นรวมเข้าด้วยกัน  สุภวรรณ  พันธุ์จันทร์. ( 2534 : 23-24)

        จากความหมายข้างต้น ผู้เขียนขอสรุปความหมายของคำว่าบุคลิกภาพ  หมายถึง ลักษณะของพฤติกรรมโดยส่วนรวมของบุคคลทั้งหมด       ที่มีการทำงานสัมพันธ์ทั้งหมด   รวมถึงลักษณะภายใน  ที่มองไม่เห็นและลักษณะภายนอก  ที่สามารถสังเกตเห็นได้  และเป็นแบบอย่างของความประพฤติเฉพาะของแต่ละบุคคล อันเกิดจากการที่บุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมในสังคม  หรือจากประสบการณ์ ซึงมีผลถึงลักษณะต่างๆของพฤติกรรมของบุคคล เช่น ความสนใจ เชาว์ปัญญา ตลอดจนลักษณะอื่นรวมเข้าด้วยกัน 

8.1.2องค์ประกอบของบุคลิกภาพ

บุคลิกภาพของบุคคลแบ่งออกองค์ประกอบเป็น 7 ลักษณะ คือ ทางด้านความสนใจ เจตคติ ความต้องการ ความถนัด อารมณ์ สรีรวิทยา และลักษณะภายนอก ลักษณะทั้ง 7 อย่างนี้จะทำงานประสานสัมพันธ์ ( Intergrated Whle ) เป็นหน่วยเดียวกัน กิลฟอร์ด ( Guildford.1969 : 7 )

องค์ประกอบบุคลิกภาพโดยทั่วไปจะพิจารณาตามเกณฑ์ต่อไปนี้

  1. โครงสร้างทางร่างกาย (Physical construction) หมายถึง รูปร่าง  หน้าตาของบุคคล ได้แก่

ความสูง   ความเตี้ย  เป็นคนอ้วน เป็นคนผอม สีของผิวที่แตกต่างกัน   เป็นต้น   สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพ เช่น คนสูงมาก หรือ เตี้ยมากๆ หรือคนที่มีสีผิวที่ไม่สวยงามตามที่เขานิยมกัน  แม้เรื่องเรียนเก่ง  กับเรียนไม่เก่งก็อาจเกิดปัญหาในการปรับตัวได้ทั้งสิ้นเป็นต้น

  1. ลักษณะทางด้านจิตใจ เกี่ยวข้องกับเชาว์ปัญญา ความจำ  ความสามารถ  ความถนัด  ความ

สนใจเป็นเรื่องของสติปัญญา   รวมไปถึงความรู้สึกต่างๆ  การรับรู้

  1. ความสามารถ ( ability) หมายถึงขีดจำกัดขอลักษณะทางกายภาพ ที่มีในแต่ละบุคคล ใน

การที่จะทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรียกว่า  ความถนัดตามธรรมชาติ  ความสามารถนี้ได้แก่  ทางดนตรี กีฬา ศิลปะ  งานสร้างสรรค์เป็นต้น

 

  1. ความคล้องแคล้วว่องไว ( Mobility ) เกี่ยวข้องกับอวัยวะกล้ามเนื้อ ที่มีส่วนในการเคลื่อน

ไหว  การทำงานประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและระบบประสาท   การทำงานของระบบอวัยวะภายในที่ประสานกัน

  1. สติปัญญา ( Intelligence)  ความสามารถทางสมอง  รวมไปถึงความสามารถในการที่จะ

ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้เป็นการผสมผสาน ของประสบการณ์เดิม ได้แก่ ความจำ  การเรียนรู้  ความเข้าใจ  การมีวิจารณญาณเป็นต้น

  1. การแสดงตน (Self-expression)  บุคคลจะมีความแตกต่างกัน   เมื่อเขาได้แสดงออกโดย

เสรีภาพทางความคิด   บางคนชอบแสดงออก   กล้าเปิดตน  พฤติกรรมเปิดเผย  แต่ในบางคนอาจจะพยายาม ควบคุมอารมณ์ของตนเอง   ไม่แสดงออกให้คนอื่นได้รู้  การแสดงออกของคน มักมี 2 ลักษณะคือ  กลุ่มที่ชอบแสดง   กับกลุ่มที่ไม่ชอบแสดงออก  หรืออาจพบอีกกลุ่มคือมีการผสมผสานอย่างละครึ่งของทั้งสองกลุ่ม

  1. ความสนใจ (Interest ) เป็นความรู้สึกที่แสดงถึงแนวโน้ม ที่จะเข้าหาบุคคล หรือวัตถุรวม

ไปถึงเรื่องความสนใจ ในการแต่งกาย การพูดจา กิริยามารยาท การเข้าสังคม  การสมาคมกับกลุ่มต่างๆ

  1. ความสามารถในการควบคุมตนเอง  วางตนให้เหมาะสมกับโอกาสเป็นผู้มีวุฒิทางอารมณ์

ไม่โกรธ หรือโมโหง่าย   ไม่ใช้อารมณ์ ความรู้สึกเหนือเหตุผล

        9.  ความสามารถในการเข้าสังคม หมายถึงความสามารถที่บุคคลแสดงพฤติกรรมต่อผู้อื่นโดยการสมาคม การอยู่ร่วมกลุ่ม การชอบเก็บตัว การชอบเด่น หรือสงบเสงี่ยม

8.2  ทฤษฎีบุคลิกภาพ

         8.2.1  ทฤษฎีบุคลิกภาพกลุ่มจิตวิเคราะห์    

ทฤษฎีบุคลิกภาพกลุ่มจิตวิเคราะห์   ทฤษฎีในกลุ่มนี้มุ่งเน้นเรื่องจิตเป็นสำคัญ มีนักจิตวิทยาที่อยู่ในกลุ่มนี้คือ ฟรอยด์  ( Sigmund Freud : 1856-1939 ) จุง  (  Carl G. Jung  : 1857-1961 )และแอดเลอร์  ( Alfred Adler : 1870-1937 ) การเน้นเนื้อหาของทฤษฎีนั้นแตกต่างกัน  เช่น  ฟรอยด์ เชื่อว่ากระบวนการของจิตอยู่ที่จิตไร้สำนึก ( unconsciousness ) ซึ่งเป็นที่อยู่ของพลังชีวิตที่เรียกว่าสัญชาตญาณ ( instinct) และเรียกชื่อบุคลิกภาพใหม่ว่า อิด ( Id )   อีโก้  (  Ego ) และ ซูเปอร์อีโก้ ( Sperego )   อิด เป็นจุดเริ่มต้นของบุคลิกภาพ อิดมีการเปลี่ยนแปลงที่ตัวมันเองเพื่อไปสู่การทำงานในระดับสูงขึ้นเรียกว่า อีโก้ ส่วนอีโก้เป็นบุคลิกภาพส่วนของการใช้เหตุผล การประสานและพัฒนาอีโก้ขั้นพิเศษ เรียกว่าซูเปอร์อีโก้ ซึ่งซูเปอร์อีโก้เป็นบุคลิกภาพส่วนของการพัฒนาคุณธรรมในตัวมนุษย์ สำหรับซูเปอร์อีโก้มี 2 ชนิด  คือ ซูเปอร์อีโก้ภายในตัวบุคคลและซูเปอร์อีโก้ภายนอกตัวบุคคล  สำหรับ จุง  จะมุ่งเน้นที่กระบวนการของจิตไร้สำนึกเช่นกัน แต่จิตไร้สำนึกของจุงมี 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 เป็นจิตไร้สำนึกส่วนบุคคล ( personal unconscious )   และส่วนที่ 2 เป็นจิตไร้สำนึกที่มีการรวบรวมหรือถ่ายทอดลักษณะ( collective or transpersonal ) เป็นจิตสำนึกที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ โดยผ่านทางพันธุกรรม ( Hall & Lindzey. 82-83 ) แต่บุคลิกภาพของจุงเริ่มที่  การทำงานร่วมกันระหว่าง    อีโก้ กับ  จิตไร้สำนึก   ( unconscious )ซึ่งมีอีโก้ ทำหน้าที่เป็นตัวรับข้อมูลจากระบบโลกภายนอกของบุคคล โดยอาศัยการทำงานของจิต 4 อย่าง คือ การสัมผัส ( sensations ) ความรู้สึก ( feeling ) การคิด ( thinking )  และการกำหนดรู้ในใจ( intuition ) การสัมผัสจะทำให้เกิดการติดต่อกับโลกแห่งความเป็นจริงภายนอกโดยอาศัยระบบประสาทสัมผัสที่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นในใจ การนึกจึงเป็นสิ่งแรกที่ติดต่อกับจิตใจทั้งในส่วนที่เป็นประสบการณ์และส่วนที่ดำเนินชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนแนวคิดของ แอดเลอร์ จะเน้นที่ปม ( complex ) อันได้แก่ ปมด้อย ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดอะไรบางอย่างในชีวิตที่กระทบทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ จากนั้นก็แปรพลังความด้อยนั้นให้กลับกลายเป็นพลังผลักออกมาภายนอกเรียกว่า ปมเด่น ( superiority  ) และบุคคลสามารถใช้ปมเด่นเข้าถึงจุดหมายในชีวิตได้ (  Hall & Lindzey. 1970 : 119-124 ) นอกจากนี้แล้ว แอดเลอร์เชื่อว่าการที่มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมทำให้เกิดการเกื้อกูลกัน  ช่วยเหลือกัน มีความสนใจทางสังคม ( social interest ) และการเกื้อกูลทางสังคมเป็นกระบวนการที่ทำให้คนสามารถปรับตัวจากปมด้อยไปสู่การพัฒนาตนให้เอาลักษระปมเด่นออกมาสร้างสรรค์ในทางที่ถูก  จนสามารถพัฒนาตนจนถึงขีดสุด

        แนวคิดทฤษฎีจิตวิเคราะห์  เชื่อในเรื่องสัญชาตญาณ ( instinct) ของมนุษย์มีพลังในการกำหนดแนวโน้มของพฤติกรรมและพัฒนาการของมนุษย์  พลังแรงขับตามแนวคิดของ  ฟรอยด์มี  2  ชนิดคือพลังแรงขับเพื่อความอยู่รอดและการสืบเผาพันธุ์  (  Eros  หมายถึงความรัก  )  และพลังแรงขับที่สองได้แก่ความปรารถนาในความตาย  (  Thanatos  หมายถึง  ความตาย  )  เป็นพลังที่บุคคลมักแสดงพฤติกรรมที่มีการเสี่ยงเช่น  เล่นกระโดยสูง  แข่งรถ   ดิ่งพสุธา นอกจากนี้ยังเป็นพลังก้าวร้าว  พลังทั้งสองนี้เป็นพื้นฐานในการแสดงออกของพฤติกรรมในบุคคล  และเขาเชื่อว่าบุคคลมีแรงขับทางเพศและความก้าวร้าวอยู่ในตัว

        พัฒนาการบุคลิกภาพ  ขึ้นอยู่กับ  Id  Ego  และ   Superego    ทั้งอิดและ ซูเปอร์อีโก้จะขัดแย้งกันตลอดเวลาแต่จะมีอีโก้ทำหน้าที่ระหว่างกลางของความขัดแย้ง และความสับสนในเรื่องบุคลิกภาพก็เกิดจากความขัดแย้งของทั้งสองส่วนนี้เองและเมื่อบุคคลถูกขัดขวางไม่สามารถทำดังใจที่ปรารถนาได้ หรือถูกขัดขวางบุคคลก็หาวิธีออกเพื่อให้ตัวตน  (  Self  ) อยู่ได้โดยใช้  “กลวิธานในการป้องกันตัว” (  Defense  Mechanism  ) กลวิธานในการป้องกันตัว  คือ  วิธีการที่บุคคลใช้ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจเพื่อรักษาตัวตนไม่ให้รู้สึกเจ็บปวดต่อความผิด

         กลวิธานในการป้องกันตัว (  Defense  Mechanism  )  กลวิธานในการป้องกันตัวของบุคคล  เอนกกุล  กรีแสง. 2526 : 48 -  66  อธิบายโดยสรุปดังนี้คือ

1.  การก้าวร้าว  (  Aggression  )  เป็นการต่อสู้ที่ทำลายสิ่งที่มาขัดขวางความต้องการ

ต่อสู้กับสิ่งที่ทำให้เกิดความคับข้องใจ  การแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวนี้แบ่งออกเป็น  2  ลักษณะคือ

        1.1  การก้าวร้าวโดยตรง ( Direct  aggression )หมายถึง การแสดงลักษณะพฤติกรรมก้าวร้าวต่อบุคคลหรือสิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดความคับข้องใจโดยตรง  เช่น เด็กเล็กๆ และผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมต่ำจะแสดงอาการก้าวร้าวโดยตรงมากกว่าผู้อื่นเมื่อไม่ได้สิ่งที่ตนเองต้องการอาจแสดงออกโดยการก้าวร้าว  พฤติกรรมตั้งแต่ด่า  ไปจนชกต่อย  ทำร้ายร่างกาย

1.2 การก้าวร้าวทางอ้อม  (  Displaced  aggression )ในบางครั้งเราก็ไม่สามารถที่จะ

แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวโดยตรงได้ จึงต้องหันเหไปแสดงความก้าวร้าวทางอ้อมแทนเป็นต้นว่า  เมื่อถูกคุณแม่ดุ พอลับตาคุณแม่ก็หันไปเตะสุนัข  เอาไม้พาดต้นไม้ใบหญ้า รวมไปถึงการเขียนจดหมายสนเทห์ทำร้ายคนที่ไม่ชอบก็จัดว่าเป็นการแสดงความก้าวร้าวทางอ้อม  คนบางคนอาจจะใช้วิธีการนินทาเพราะไม่กล้าว่าต่อหน้า  บางคนก็แสดงออกโดยการอคติ  (  prejudice ) ต่อคนบางคนหรือต่อคนบางกลุ่ม

2.  การชดเชย  (  Substitution  )  เป็นวิธีการที่คนเราพยายามหาทางเพื่อจะลดความ

คับข้องใจโดยวิธีการเพิ่มลักษณะบางอย่างเพื่อชดเชยกับสิ่งที่ขาดไป  การชดเชยอาจทำได้ดังนี้

2.1  การเอาชนะข้อบกพร่องของตนเอง  หากความคับข้องใจเกิดจากความบกพร่อง

ของตนเอง บุคคลก็อาจจะใช้ความมานะพยายามอย่างมากเพื่อมาชดเชยข้อบกพร่องของตน  เช่น

เด็กที่เรียนไม่เก่งเพราะสติปัญญาไม่ค่อยดีนัก เด็กเมื่อรู้ตัวว่าเรียนไม่ค่อยดีวิธีที่เด็กใช้อาจจะใช้ความพยายาม  ความมุมานะอย่างหนักจนสามารถสอบชิงทุนไปเรียนต่างประเทศได้ เพื่อไม่ให้คนอื่นมาว่าตนว่าสติปัญญาไม่ค่อยดี  ซึ่งจะทำให้ตนเองเจ็บปวดเลยใช้กลวิธานการชดเชยเอาชนะความไม่เก่ง  ให้เก่งอีกอย่างหนึ่งให้ได้

2.2 การทดแทน (  Compensation )  เป็นการตั้งความมุ่งหมายใหม่ขึ้นมาแทนความ

ต้องการเดิมที่ไม่สามารถทำได้ เช่น  เด็กที่เรียนไม่เก่งอาจจะหันมาเอาดีทางด้านกีฬาแทนเป็นต้น

2.3 การทดเทิด  (  Sublimation ) เป็นการทำกิจกรรมอย่างอื่นเพื่อชดเชยกิจกรรมที่ทำ

ไม่ได้  การทดเทิดจะต่างจากการทดแทนในแง่ที่ว่า  การทดเทิดไม่ได้เปลี่ยนความมุ่งหมายไปเลยแต่ความต้องการเดิมยังคงอยู่    เพียงแต่เปลี่ยนวิธีสนองความต้องการเท่านั้น  เช่น  คนที่เป็นหมัน

ไม่สามารถจะมีลูกของตนเองได้  ก็อาจจะหาทางชดเชยโดยการขอเด็กอื่นมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมหรือหันไปทำงานด้านสงเคราะห์เด็ก  เป็นต้น

        3.  การแสดงเอกลักษณ์  (  Identification  )  เป็นวิธีสนองความต้องการโดยสร้างความรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของบุคคลที่เด่น  เป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะหรือกลุ่มคนที่มีชื่อเสียง  เป็นการอาศัยรัศมีของผู้อื่นมาช่วยให้รู้สึกว่าตนเด่นขึ้นทั้งนี้เพราะคนเราทุกคนปรารถนาจะเป็นคนเก่ง เป็นคนสำคัญด้วยกันทั้งนั้น  เมื่อไม่สามารถสนองความต้องการนี้ได้ด้วยตนเอง ดังนั้นตนเองก็ต้องพยายามสร้างความผูกพันกับบุคคลอื่นหรือหมู่คณะอื่น  เพื่ออาศัยเกียรติยศของบุคคลเหล่านั้นหรือหมู่คณะนั้นๆ มาทำให้รู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญบ้าง  เช่น  เด็กที่ปรารถนาจะเป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงแต่ไม่อาจจะทำได้ด้วยตนเองก็พยายามทำความรู้จักกับนักกีฬาที่เด่นๆหรือแม้เพียงได้จับมือก็ยังดี  บางคนก็พยายามบอกเล่าให้คนอื่นได้รับรู้ว่าตนเองเคยเรียนอยู่ในสถานศึกษาที่บุคคลสำคัญๆ เหล่านั้นเคยเรียนมาก่อน  เคยรู้จักหรือมีเพื่อนที่มีชื่อเสียง  เป็นการเลียนแบบโดยการแสดงเอกลักษณ์ให้เหมือนคนเหล่านั้นเป็นต้น

4.  การอ้างเหตุผล  (  Rationalization  ) คนเราต้องการที่จะกระทำสิ่งต่างๆ อย่างมี

เหตุผล แต่การกระทำของคนเราบางครั้งก็ดูจะไร้เหตุผลหรือมีเหตุผลไม่เพียงพอจึงต้องพยายามอ้างเหตุผลต่างๆ มาสนับสนุนการกระทำของตน  เหตุผลที่นำมาอ้างไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงของการกระทำแต่เป็นข้ออ้างที่คาดว่าดีที่สุดที่จะนำมาประกอบการกระทำของตนเองทำให้ตนเองรู้สึกว่าสมเหตุสมผลขึ้นมาบ้างและกรณีเช่นนี้เรียกว่า  การอ้างเหตุผล ซึ่งอาจจะทำได้ดังนี้

4.1 อ้างว่าไม่ชอบเป็นข้อแก้ตัว  เช่น เมื่อสอบคัดเลือกเรียนต่อไม่ได้ก็อ้างว่าไม่อยากจะ

เรียนเป็นต้น  เป็นการแก้ตัวเพื่อลดความรู้สึกเสียหน้าของตนเองลงไป  การแก้ตัวในลักษณะนี้เข้าทำนองที่ว่า  องุ่นเปรี้ยว  (  sour  grape  ) 

4.2       อ้างว่าชอบเป็นข้อแก้ตัว  คนบางคนอาจจะปรารถนาได้สิ่งอื่นที่ดีกว่าหรือเหมาะสม

กว่าสิ่งที่ตนเองมีอยู่ แต่เมื่อไม่ไม่สามารถจะมีได้ก็บุคคลก็จะอ้างว่าตนพอใจในสิ่งที่มีอยู่จึงไม่คิดดิ้นรนขนขวายที่จะหาอะไรใหม่  การแก้ตัวแบบนี้เข้าลักษณะที่ว่า มะนาวหวาน ( sweet  lemon  )

4.3       การตำหนิผู้อื่นหรือสิ่งอื่นเป็นข้อแก้ตัวเช่น  เมื่อบุคคลนอนตื่นสายทำให้ไปโรงเรียนสาย

บุคคลกลับไม่ลงโทษตนเองแต่กลับไปโทษว่าแม่ไม่ปลุก  นาฬิกาตาย  รถเสียเวลา  เป็นต้น  เป็นการแก้ตัวในทำนอง  รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง

4.4       อ้างความจำเป็นมาเป็นข้อแก้ตัว  เช่นเมื่อบุคคลซื้อรถใหม่ต้องจ่ายเงินเป็นจำนวน

มากทำให้ตนเองรู้สึกว่าคนอื่นจะว่าเป็นการฟุ่มเฟือย  มีรถใช้อยู่แล้วตั้งสองคันยังซื้อรถยนต์คันใหม่อีก บุคคลก็อ้างว่ารถคันเก่าต้องซ่อมแซมบ่อยมาก ทำให้เสียเวลาจึงจะใช้การได้และไม่ทราบว่าจะใช้การได้อีกหรือไม่  ซื้อรถยนต์คันใหม่เสียเลยดีกว่า

4.5  อ้างว่ากำลังจะทำอยู่แล้ว  เป็นการแก้ตัวในลักษณะที่ควรจะทำกิจกรรมอย่างใด 

อย่างหนึ่งมานานแล้ว  แต่ยังไม่ได้ทำ  เมื่อถูกตำหนิหรือเกิดความเสียหายเนื่องจากการละเลยของตนเอง  บุคคลจึงอ้างว่ากำลังจะทำอยู่แล้วไม่ได้นิ่งนอนใจอะไรเลย  เช่น  ผมกำลังเตรียมการอยู่แล้ว  อยู่ในขั้นรอดำเนินการ  กำลังหาข้อมูล  อย่างนี้เป็นต้น

การอ้างเหตุผลเป็นวิธีการที่ใช้ลดความคับข้องใจได้มาก  วิธีนี้จะช่วยให้บุคคลสบายใจขึ้น

และรู้สึกไม่เสียหน้ามากนักเนื่องจากมีเหตุผลประกอบพฤติกรรมของตนเองอย่างไรก็ตามหากใช้วิธีการนี้อยู่เสมอๆ ก็อาจเกิดผิดพลาดเสียหายได้  เหตุการณ์บางอย่างควรใช้วิธีการเผชิญหน้ากับความจริง  และพยายามหาทางแก้ไขเสียโดยเร็วจะดีกว่าการอ้างเหตุผลมาประกอบ

5.   การซัดโทษ  (  Projection  )  เป็นการกล่าวถึงความผิดของผู้อื่นที่ทำความผิดที่มี

ลักษณะเช่น เดียวกับตนแต่มีความรุนแรงกว่าเพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าความผิดของตนเป็นความผิดที่เล็กน้อยไม่ใช่ความผิดที่ร้ายแรงอะไรนัก  เช่น  ผู้ที่ชอบดื่มสุราก็จะพูดถึงคนบางคนที่ดื่มสุราจนครองสติไม่อยู่  หรือผู้ที่ชอบพูดปดก็อาจจะกล่าวว่า  คนก็โกหกทั้งนั้น  การซัดโทษเป็นวิธีการที่แตกต่างจากการตำหนิผู้อื่นหรือสิ่งอื่นอยู่บ้าง   คือการตำหนิผู้อื่นหรือสิ่งอื่นแสดงถึงการไม่ยอมรับความผิดของตน   ส่วนการซัดโทษแสดงถึงการยอมรับความบกพร่องหรือความผิดของตนแต่เป็นความบกพร่องที่ไม่ร้ายแรงยังเป็นความผิดเล็กน้อยเมื่อเทียบกับบุคคลอื่น  การซัดโทษเป็นวิธีการที่ช่วยให้เกิดความสบายใจขึ้นได้บ้างแต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเลยแม้แต่น้อยเพราะผู้ที่ปรับตนโดยวิธีนี้จะรู้สึกว่าข้อบกพร่องของตนยังไม่รุนแรงจึงไม่หาทางแก้ไขปรับปรุงการกระทำตนให้ดีขึ้นและหากใช้อยู่เสมอๆ อาจทำให้บุคคลมองสิ่งต่างๆ ผิดความเป็นจริงหรือมองคนอื่นในแง่ร้ายได้

6.  การเก็บกด  (  Repression  )   เป็นวิธีการที่คนเราพยายามลืมความต้องการความ

ปรารถนาหรือความคิดบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง  ไม่ชอบใจ  หรือพยายามเก็บกดความคับข้องใจให้ลงไปอยู่ที่จิตไร้สำนึกเพื่อให้ลืมไปเสียจะได้ไม่เกิดความรู้สึกกระวนกระวายใจ  การเก็บกดจะแตกต่างจากการยับยั้งไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นล่วงรู้ แต่ตนเองยังรู้ตัวดีว่าตนมีความต้องการอะไรอยู่  ส่วนการเก็บกดนั้นเป็นความเก็บกดความต้องการหรือความคิดบางอย่างเพื่อให้ลืมเนื่องจากความรู้สึกสำนึกผิด (  guilt  )  แม้จะรู้อยู่ในใจตนเองคนเดียวก็ยังมีความสำนึกผิดอยู่  จึงต้องพยายามทำให้ตนเองลืมความคิดต้องการนั้นเสีย

        การเก็บกดนี้หากทำได้โดยสมบูรณ์  บุคคลสามารถที่จะลืมความต้องการหรือความคิดนั้นได้โดยสิ้นเชิง  แต่โดยทั่วไปแล้วการเก็บกดจะไม่สมบูรณ์  ดังนั้นแรงขับที่เกิดจากความต้องการถูกเก็บกดไว้  และจะยังคงมีอยู่และพยายามหาทางออกอยู่เสมอเมื่อมีโอกาสก็จะแสดงออกมาให้เห็นอีก  การเก็บกดอาจแบ่งออกเป็น  2  ลักษณะคือ

6.1 Primary  repression  หมายถึงการลืมเหตุการณ์ความต้องการหรือความคิดที่เมื่อใด

นึกถึงคราวใดจะทำให้เกิดความรู้สึกสำนึกผิด  หรือเกิดความอับอายขึ้นมาทันที

6.2      Secondary  repression  หมายถึงพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์  สถานที่หรือ  ตัว

บุคคลที่ทำให้ระลึกถึงสิ่งหรือเหตุการณ์ที่ต้องการจะลืม

7.  ปฏิกิริยากลบเกลื่อน  (  Reaction Formation  ) เป็นการแสดงพฤติกรรมที่เรียกว่า

ตรงกันข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริง เช่น แม่ที่ไม่ต้องการมีลูกอาจจะแสดงว่าตนต้องการลูกและรักลูกมากเหลือเกิน คอยระแวดระวังและเอาใจลูกอย่างมากทั้งนี้เพื่อซ่อนความรู้สึกไม่ต้องการมีลูกเอาไว้ไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้  พยายามแสดงพฤติกรรมไปในทางตรงกันข้ามเพื่อปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงของตนนั้น แม่ประเภทนี้มักแสดงความห่วงใยเป็นกังวลกับลูกมากจนเกินเหตุไม่ยอมให้เล่นกับเด็กคนอื่นๆ เพราะกลัวว่าลูกจะถูกแกล้ง  ถูกรังแก ไม่ยอมให้ลูกพาดสายตาไปเลยเพราะเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่างๆ และหากดูเผินๆ ก็จะรู้สึกว่าพฤติกรรมเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดีแต่ตามความเป็นจริงนั้นแม่ประเภทนี้จะทำให้ลูกขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ขาดความรับผิดชอบ เข้าสังคมไม่เป็นและมีข้อบกพร่องอื่นอีกหลายประการ

8.  การยกอัตตา  (  Egocentricism  )  เป็นวิธีการที่บุคคลแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าตนเป็นจุด

เด่น เป็นที่สนใจของผู้อื่นมากขึ้น ด้วยการยกอัตตาอาจทำได้หลายอย่าง เช่นการโอ้อวด การส่งเสียงดังถามปัญหาวุ่นวายไม่เข้าเรื่อง อวดรู้  อวดฉลาด  เด็กบางคนต้องการเด่นในทางที่ผิดๆไม่เข้าเรื่อง เช่น แกล้งเพื่อน  หรือก่อความวุ่นวายในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อเรียกร้องความสนใจนั่นเอง

การยกอัตตาถือเป็นปกติธรรมดาวิสัยของมนุษย์เพราะทุกคนอยากเด่นอยากดังและอยากให้ผู้อื่นสนใจและเอาใจใส่ตนเองด้วยกันทั้งนั้น  บางคนแสดงออกอย่างมากถึงกับตกแต่งสิ่งของเครื่องใช้ของตนให้วิจิตรพิสดารเหนือผู้อื่นเพียงเพื่อให้คนอื่นสนใจตน  เหล่านี้เป็นการยกอัตตาโดยทั้งสิ้น

9.  การปฏิเสธ  (  Negativism  )  เป็นวิธีการเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่นอีกรูปแบบ

 หนึ่งโดยใช้การปฏิเสธเป็นเครื่องมือเพื่อให้คนอื่นรู้  ผู้ที่แสดงอาการนิเสธเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่นจะมีความคิดว่าการทำตามอย่างคนส่วนใหญ่ย่อมไม่เป็นจุดเด่น เพราะการมีพฤติกรรมเหมือนๆ ผู้อื่นก็ไม่น่าสนใจเท่าใดนัก ดังนั้นจึงต้องแสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามเพื่อให้เด่นและเป็นที่สนใจของคนทั่วไปนักศึกษาบางคนจะไม่ยอมทำตามความคิดเห็นของหมู่คณะจะทำทุกอย่างที่จะหลีกเลี่ยงระเบียบข้อบังคับของสถาบันฯ ดังนั้นวิธีการที่บุคคลจะลดอาการนิเสธของบุคคลอื่นลงได้ อาจใช้วิธีการดังต่อไปนี้

 - หลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง  ความโกรธเคือง ความไม่พอใจ

 - ยินยอมให้เขาได้ทำสิ่งต่างๆ ตามความพอใจของเขาบ้าง  ถ้าไม่เสียหายมากนัก

 - ใช้สิ่งชวนใจช่วยให้เขาคล้อยตามและทำตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ แสดงความจริงใจ

 -  หลีกเลี่ยงการแสดงอาการนิเสธให้เห็นเขาเห็น  ยอมรับในความเป็นบุคคลของเขา

ถ้าท่านทำได้  โดยมีพื้นฐานจิตใจที่ดีงามไม่เสแสร้ง  ไม่ใช้กระบวนการกลุ่มบีบและทำร้าย

คนอื่น บุคคลก็จะลดอาการนิเสธลงมาได้และจะทำให้การอยู่ร่วมกันมีความสุข  ทั้งตัวเราและบุคคลที่แสดงอาการนิเสธนั้น  ดังนั้นการอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจกันจึงเป็นสิ่งที่งดงามสำหรับการดำรงชีวิต 

  1. 10.       การถอยหนี ( Withdrawal )  เป็นการหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ทำให้เกิดความคับข้องใจ

ซึ่งอาจทำได้หลายวิธี เช่น ฝันกลางวัน (daydreaming)  ง่วงเหงาหาวนอน การเลี่ยงไม่ต้องการทำงาน  โดยการดื่มสุราหรือใช้ยาระงับประสาทจะได้ไม่ต้องทำงานที่ปวดหัว  หรือทำงานชิ้นนั้นแล้วทำให้รู้สึกเจ็บปวด  บางคนอาจใช้การโดดงานแล้วส่งใบลาป่วย  เป็นต้น   การถอยหนีที่บุคคลมักนิยมใช้  เช่น  การฝันกลางวัน   การแยกตัวไม่สุงสิงกับผู้คน  เป็นต้น                                                        

       การฝันกลางวัน (daydreaming)  เป็นการสร้างจินตนาการที่เกี่ยวกับตนเองขึ้นมาเพื่อทำให้ลดความคับข้องใจหรือความกระวนกระวายใจ หรือฝันกลางวันเพื่อให้พ้นจากสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความไม่พอใจไปเสีย เช่นเด็กที่เรียนอ่อน  สถานการณ์ในชั้นเรียนทำให้ เกิดความคับข้องใจหรือไม่พอใจ    เด็กอาจจะวาดภาพว่าต่อไปข้างหน้าตนจะเป็น นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง  เป็นผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งโดยการฝันกลางวัน  ไม่ฟังเรื่องที่ครูสอนเป็นต้น ในบางครั้งเมื่อเกิดความคับข้องใจขึ้น  คนเราอาจจะรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนขึ้นได้  เช่น  เช่นนักเรียนที่เบื่อวิชาเรียนอาจจะนั่งหลับในชั้น  คนบางคนอาจหลีกเลี่ยงความวุ่นวายต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่โดยการหางานอื่นมาทำเพื่อให้ลืมๆ  บางคนอาจไปพักผ่อนหย่อนใจ  บางคนอาจดื่มสุราหรือใช้ยาระงับประสาท  การปรับตนโดยการถอยหนีไม่ช่วยแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด  ปัญหาหรือความวุ่นวายใจเหล่านั้นยังไม่ได้รับการแก้ไข  และจะยังคงอยู่ทำให้เกิดความคับข้องใจหรือวุ่นวายใจต่อไปอีก ดังนั้นบุคคลจึงควรหาทางแก้ปัญหาเสียโดยเร็วจะดีกว่าการถอยหนีไปเสียจากเหตุการณ์นั้นๆ

  1. 11.      การถดถอย (Regression) เป็นการแสดงกริยาอาการแบบเด็กๆหรือแสดงพฤติกรรม

อ่อนกว่าวัยเพื่อให้ตนเองรู้สึกสามารถสนองความต้องการบางอย่างได้หรือเพื่อเรียกร้องความสนใจให้คนอื่นเอาใจใส่ตนเอง  การถดถอยในเด็กเล็กๆจะเห็นได้ชัดเจน  เช่น  เด็กบางคนกำลังหัดเดิน เมื่อเกิดความคับข้องใจขึ้น ก็จะแสดงอาการถดถอยไปสู่ระยะที่ยังเดินไม่ได้เด็กบางคนกำลังหัดพูดก็หยุดพูด  เป็นต้น  ผู้ใหญ่บางคนเมื่อไม่ได้สิ่งต่างๆตามความปรารถนาก็อาจจะร้องไห้เสียงดังๆ  ส่งเสียงร้องกรีดกราด แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกทำเสียงล้อเลียนผู้ที่ตนไม่พอใจ  อาการเหล่านี้เป็นลักษณะของการถดถอยที่เราพบเห็นอยู่บ่อยๆ

    การถดถอยอีกลักษณะหนึ่งได้แก่   การฝังจิตฝังใจอยู่กับเหตุการณ์ใน อดีต  บุคคลที่

เคยมีความรุ่งเรืองมาก่อนในอดีต มักจะใช้วิธีการนี้เป็นเครื่องปลอบใจให้เผชิญกับความเป็นจริงในปัจจุบัน การนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์หรือความสำเร็จในอดีต  เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เกิดความภูมิใจ เกิดความมานะพยายามมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม  การฝังใจอยู่กับอดีตมากเกินไปก็อาจเกิดผลเสียขึ้นได้  เพราะบางคนอาจระลึกถึงแต่ความสำเร็จในอดีตจนไม่สนใจที่จะหาทางก้าวต่อไปอีกเลยก็ได้  การติดอยู่กับอดีตจะทำให้บุคคลไม่พัฒนาจะนึกแต่ความภูมิใจไม่ลงมือทำงานในปัจจุบันซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

  1. 12.      การหนีไปสู่อาการเจ็บป่วย   (Escape through Physical Ailments)  เป็นการ

หนีสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความคับข้องใจโดยการเจ็บป่วยโดยไม่มีสาเหตุ เมื่อความเดือดร้อนใจความวุ่นวายใจเหลานี้หมดไป  อาการเจ็บป่วยก็จะหายไปด้วยโดยไม่ต้องรักษา    ครูมักจะพบอยู่เสมอว่าในวันสอบจะมีนักศึกษาบางคนที่เกิดปวดหัว  ปวดท้อง   เป็นหวัด  เป็นต้น   แต่เมื่อพ้นวันสอบไปแล้วอาการเหล่านี้ก็จะหายไป ครูควรเอาใจใส่นักศึกษาที่เจ็บป่วยให้มากเพราะอาการเหล่านั้นอาจจะเนื่องมาจากความคับแค้นใจ ความวุ่นวายทางอารมณ์ก็ได้  หากครูลงโทษหรือเพิ่มงานให้อีก ก็อาจจะเป็นการเพิ่มความเครียดทางอารมณ์ให้นักศึกษามากยิ่งขึ้น       

  1. 13.      การทำดีชดเชยความผิด  (  Expiation or Atonement  )  เป็นวีการที่ใช้ลดความ

รู้สึกผิดลงไปบ้าง  เพื่อให้จิตใจสบายขึ้น  เช่น ผู้ใหญ่บางคนกลับบ้านดึกกลัวภรรยาต่อว่าก็เลยซื้อขนมมาฝาก  เป็นต้น  วิธีการปรับตนโดยการทำดีชดเชยความผิดนี้จะช่วยลดความคับข้องใจลงไปได้บ้าง  แต่ก็ไม่ควรใช้บ่อยจะกลายเป็นการชอบให้สินบน  ดังนั้นก่อนทำสิ่งใดๆควรคิดให้มากๆ  ยิ่งถ้าทำผิดกับบุคคลอื่น  ทำให้เขารู้สึกเสียหน้า  ต่อมารู้สึกผิดจะไปทำดีกับเขา  เพื่อนท่านคงไม่ไว้ใจท่านอีกแล้วต่อให้ดีขนาดใด  คำว่าขอโทษกล่าวเพราะสำนึกผิดหลายครั้งเป็นการย้ำว่าท่านโกหก  ไม่จริงใจ  ต่อไปใครเขาก็ไม่เชื่อท่านต่อให้ท่านดีก็ตาม  ดังนั้นจงคิดก่อนที่จะทำและทำทุกครั้งต้องใช้ความคิด  อย่าใช้อารมณ์และความรู้สึกนำชีวิต นำการกระทำเพราะจะทำให้เราขาดสติ

        พฤติกรรมต่อต้าน  พฤติกรรมต่อต้านสามารถพิจารณาจากพฤติกรรมตอบสนองได้  3  ลักษณะดังนี้

        1.  การยอมจำนน  (  Submit  ) เป็นการยอมแพ้ต่ออุปสรรค  ยอมรับว่าไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จตามความต้องการได้  จึงพยายามปรับตัวซึ่งจะทำโดยการลดจุดมุ่งหมายลงมาเปลี่ยนความต้องการหรือเก็บกดความต้องการ การแสดงปฏิกิริยาตอบสนองในลักษณะนี้ไม่ทำให้ความต้องการเดิมหมดไป   ความต้องการนั้นๆยังคงมีอยู่จึงเกิดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์  ( Hostile  )  ต่อสิ่งที่ทำให้ตนคับข้องใจ

        2.  การเอาชนะ   (  Overcome  )  เป็นการพยายามต่อสู้เพื่อเอาชนะความคับข้องใจให้ได้โดยไม่มีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ที่เกิดขึ้น

3.  การหลีกเลี่ยง  (  Avoid  ) เป็นการหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความรู้สึก

คับข้องใจในรูปแบบต่างๆไม่ต้องการเผชิญหน้ากับสถานการณ์หนีปัญหาเพื่อไม่ให้ตนเองเจ็บปวด

การปรับตนตามกลวิธานในการป้องกันตัวในแบบต่าง ๆ โดยใช้วิธีการต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เราทุกคนใช้เมื่อเกิดความคับข้องใจ เมื่อเกิดความผิดหวัง หรือเมื่อเกิดการแก้ปัญหาต่างๆไม่ได้    การใช้วิธีการต่างๆที่กล่าวมาไม่ว่าจะเป็นเล็กน้อยหรือใช้วิธีรุนแรงก็ตามย่อมขึ้นอยู่กับ  อุปสรรคหรือความคับข้องใจนั้นๆ รุนแรงในระดับใด  บุคคลปกติควรใช้กลวิธานในการป้องกันตัวให้น้อยที่สุด  การใช้กลวิธานในการป้องกันตัวมากๆจะทำให้เราหลีกหนีความจริง  การไม่ยอมรับความจริง  การหลอกตนเอง  เราทุกคนหลอกใครได้เราไม่สามารถหลอกตนเองได้  

          8.2.2  กลุ่มพฤติกรรมนิยม   ( Behaviorism  )

กลุ่มพฤติกรรมนิยมมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรม   มีนักจิตวิทยาคนสำคัญ  คือ  จอห์น  บี. วัตสัน   ( John B. Watson,1879-1958  ) กลุ่มนี้เชื่อว่าพฤติกรรมเกิดได้ก็จะต้องมีสาเหตุและสาเหตุก็คือ     สิ่งเร้า ( Stimulus หรือ Stimuli  )นั้นเอง สิ่งเร้าภายนอกมากระตุ้น  ทำให้เกิดการแสดงออกของพฤติกรรมภายนอกก็คือการตอบสนอง ( Response ) หรือ S – R  ถ้ามีอินทรีย์เข้าไปเกี่ยวข้องจะเป็น S – O – R เป็นต้น การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนองของอินทรีย์เรียกว่า  การเรียนรู้ ( Learning ) กลุ่มนี้จึงสนใจเรื่อง พฤติกรรมซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดการเรียนรู้  พฤติกรรมทุกอย่างต้องมีสาเหตุ  นอกจากนี้แล้ว     Watson    ได้แนวความคิดจากนักจิตวิทยาชาวรัสเซีย  คือ  Ivan  P. Pavlov  ได้ทำการทดลองเรื่องการวางเงื่อนไขและเขาเชื่อว่า      ปฏิกิริยาการตอบสนองเกิดขึ้นเพราะการวางเงื่อนไข (  Conditioned  Response  )  อย่างไรก็ดีแนวคิดของ     สกินเนอร์  ( B.F.Skinner )  นักจิตวิทยาชาวอเมริกันได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้  เขาเชื่อว่าบุคลิกภาพเป็นสิ่งที่เรียนรู้  แต่มีความเห็นว่าแรงขับ  แรงจูงใจ  ความวิตกกังวล  ความต้องการไม่จำเป็นต้องนำมาพิจารณา  เขาเชื่อว่าการที่บุคคลแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวแสดงว่าแนวโน้มในอดีตบุคคลได้รับแรงเสริมหรือได้รับรางวัล  เช่น ทุกครั้งที่ขู่เข็ญน้อง  น้องย่อมแบ่งขนมให้  ทำให้บุคคลมีแนวโน้มจะมีพฤติกรรมเช่นนี้ซ้ำอีก สกินเนอร์อธิบายว่าการเรียนรู้แบบนี้เป็นการเรียนรู้แบบการวางเงื่อนไขการกระทำ  ( Operant  Conditioning  ) บุคคลที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวเพราะเกิดการเรียนรู้นั่นเอง

สรุปแนวความคิดของกลุ่มพฤติกรรมนิยม เชื่อว่าพฤติกรรมทุกอย่างของมนุษย์จะต้องมีสาเหตุการตอบสนองหรือพฤติกรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีสิ่งเร้าไปเร้าอินทรีย์เมื่อมีการตอบสนองติดต่อกันไปเรื่อยๆ จะก่อให้เกิดการเรียนรู้และกลุ่มนี้แบ่งพฤติกรรมออกเป็น 2 อย่างคือ พฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้ อันได้แก่  การนั่ง  ยืน  เดิน  กิริยามารยาท  เป็นต้น  และอีกอย่างหนึ่งคือ  พฤติกรรมที่ไม่สามารถมองเห็นได้เป็นพฤติกรรมภายใน  เช่น  การเต้นของหัวใจ  การทำงานของระบบต่อม  การเกร็งกล้ามเนื้อ  การคิด  ความรู้สึกภายในใจ  เป็นต้น  พฤติกรรมทั้งที่ปรากฏให้เห็นและพฤติกรรมที่ไม่ปรากฏให้เห็นจัดเป็นพฤติกรรมโดยทั้งสิ้นนอกจากนี้กลุ่มนี้เชื่อว่าพฤติกรรมอาจถูกเร้าโดยใช้แรงเสริมเป็นตัวกำหนด  หรือพฤติกรรมที่ลงมือกระทำเป็นพฤติกรรมที่ปรากฏโดยไม่ใช้สิ่งเร้า  และพฤติกรรมของบุคคลส่วนใหญ่จะเป็นไปในลักษณะแสดงอาการกระทำต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งแวดล้อมทั้งนี้เพื่อจุดหมายบางอย่าง  จนเกิดกระบวนการเรียนรู้ในที่สุด

วิธีการศึกษาของกลุ่มนี้ ส่วนมากนิยมใช้วิธีการทดลอง   ( Experimentation  )    และการสังเกตอย่างมีระบบแบบแผน  (  Formal  Observation  )  มีการจดบันทึกตามแบบฟอร์มที่  กำหนดช่วงเวลาการสังเกต  ผู้ทำการสังเกตต้องทำใจเป็นกลางในการสังเกตไม่อคติใดๆ  จดแต่สิ่งที่ปรากฏโดยจริง  และเป็นผู้ถูกฝึกจนสามารถทำการสังเกตได้

          8.2.3  กลุ่มเกสตอล (  Gestalt    Psychology  ) 

นักจิตวิทยากลุ่มเกสตอล ถูกตั้งขึ้นโดยนักจิตวิทยาชาวเยอรมัน ในตอนต้นศตวรรษที่ 20 ผู้นำกลุ่มนี้ได้แก่  Max Wertheimer ( 1880 –1943 )  Kurt Koffka ( 1886 –1941 ) และ  Wolfgang  Kohler  ( 1887 – 1967 ) นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้เชื่อว่าส่วนประกอบของปัจเจกบุคคลไม่ใช่เป็นสิ่งสำคัญแต่สิ่งที่สำคัญคือ  Gestalt  ( รูปแบบ หรือ แบบอย่าง ) ที่ส่วนประกอบของจิตได้ประกอบขึ้น  โยธิน  ศันสนยุทธ และคณะ  ได้อธิบายว่า (2533 : 8  )   การรับรู้เป็นส่วนรวมมากกว่าส่วนย่อย ส่วนรวมจะมีความหมายมากกว่าส่วนย่อย  การรับรู้เกี่ยวกับ  ภาพ ( Figure )    และ   พื้น ( Ground ) การรับรู้ในเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องความตระหนักรู้ ( Awareness )ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราสนใจหรือสนามการรับรู้  ( Perceptual Field )ของบุคคล   สิ่งที่รับรู้จะกลายเป็นภาพ หรือ  Figure ไปในขณะเดียวกันส่วนที่เหลือจะกลายเป็นพื้น หรือ  Ground ฉะนั้นส่วนต่างๆของการรับรู้เมื่อรวมกันเข้า จะผลิตบางอย่างนอกเหนือไปกว่าและมีความหมายมากกว่าส่วนต่างๆที่พิจารณาแยกกัน   กลุ่มนี้ยังเชื่อว่าบุคคลสามารถมีการรับรู้พิเศษเรียกว่า  Insight หรืออาจเรียกว่าการหยั่งเห็น  เป็นผลมาจากหลายปัจจัยรวมกัน  เช่น ประสบการณ์เดิม การเรียนรู้เดิม ทั้งสองประสบการณ์ใหม่ทำให้เกิดการตระหนักรู้ในสนามการรับรู้จึงปรับเป็นกระบวนความคิดและความรู้ใหม่ขึ้น ทำให้บุคคลเกิดการหยั่งเห็น  หรือ Insight

ปราชญาลปน์  กัณหเนตร  ได้อธิบายว่า   ( 2540 : 17 )  สนามของบุคคลประกอบด้วยสามองค์ประกอบใหญ่   ประการแรกได้แก่ ธาตุภายในตัวบุคคล ประการที่สองได้แก่ธาตุภายนอกตัวบุคคล และประการที่สามได้แก่  สถานการณ์หรือสภาพการณ์  ของช่วงเวลาหนึ่ง   นอกจากนี้การเรียนรู้ไม่ใช่แค่การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง แต่เป็นความสัมพันธ์ในสนามทางจิตใจ

สรุปแนวคิดของกลุ่มจิตวิทยาเกสตอล เชื่อว่าส่วนรวมใหญ่กว่าผลบวกของส่วนย่อย  และกลุ่มนี้มีความเห็นว่า  การรับรู้เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้  แต่มนุษย์มีความสามารถในการรับรู้ต่างกันจึงทำให้บุคคลแต่ละคนมีการรับรู้ที่แตกต่างกัน  การที่บุคคลจะรับรู้ได้ดีต้องรับรู้โดยส่วนรวมก่อนแล้วจึงศึกษาส่วนย่อยของสิ่งนั้นที่ละส่วนภายหลัง   และความสามารถในการแก้ปัญหาของบุคคลอยู่ที่การหยั่งเห็น (  Insight  ) ดังนั้นการแก้ปัญหาขึ้นอยู่กับ  Insight  ทำให้บุคคลแก้ปัญหาได้แสดงว่าบุคคลเกิดการเรียนรู้

         8.2.4  กลุ่มมนุษยนิยม  (  Humanistic -  Existential  )

        นักจิตวิทยาที่สำคัญ  คือ มาสโลว์  (  Maslow  )  เขาเชื่อว่าพฤติกรรมของบุคคลเกิดจากแรงจูงใจภายในตัวเอง  มนุษย์แต่ละคนมีเอกลักษณ์ของตนเองเพราะพฤติกรรมของมนุษย์เป็นผลจากการรับรู้ที่บุคคลนั้นมีต่อโลก  การแสดงเอกลักษณ์จึงเป็นการรับรู้ปรากฎการณ์ในโลกแห่งตนดังนั้นพฤติกรรมของบุคคลจึงสะท้อนถึงการมองโลกของแต่ละบุคคล และมนุษย์มีแนวโน้มว่าจะเจริญงอกงามไปสู่ความมีวุฒิภาวะโดยสมบูรณ์ เสมือนกับเมล็ดผลที่พร้อมจะเจริญงอกงามเป็นดอกผล และแรงจูงใจที่แตกต่างกันทำให้มีบุคลิกภาพที่ต่างกัน  Maslow  สร้างทฤษฎีลำดับขั้นของแรงจูงใจโดยกล่าวว่าแรงจูงใจของบุคคลมีลำดับขั้นตอน  5  ขั้นด้วยกัน  ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานคือ แรงจูงใจปรารถนาด้านสรีระวิทยา  ขั้นความปลอดภัย  ขั้นการต้องการกลุ่ม สมาคม  ขั้นความต้องการชื่อเสียง  ไปจนถึงขั้นสุดท้ายหรือขั้นสูงสุด คือแรงจูงใจที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง  โดย  Maslow  กล่าวว่าแรงจูงใจลำดับต้นต้องได้รับการตอบสนองก่อน  แรงจูงใจลำดับสูงจึงจะพัฒนาไปตามลำดับขั้น  และเขาเชื่อว่าบุคคลทุกคนมีพื้นฐานจิตใจที่ดีมาตั้งแต่แรกเกิด  ต้องการทำสิ่งที่ดีจนถึงขั้นสูงสุดของความเป็นมนุษย์  คือขั้นสูงสุด อย่างไรก็ดีบุคคลอาจไม่สามารถทำดีได้   เพราะอิทธิพลของสังคม หรือปัจจัยต่างๆรุมเร้า  แต่การที่บุคคลได้พัฒนาความสามารถของตน    ก็เท่ากับเป็นการพัฒนาบุคลิกภาพด้วย 

มาสโลว์  (  Maslow .  1970  : 286 )เน้นว่ามนุษย์ทุกคนมีความต้องการที่จะบรรลุถึงขีดสูงสุดของศักยภาพ  (  Potential  )  ความต้องการสูงสุดนั้น มาสโลว์  เรียกว่าความเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง  (  Self  Actualization  )        สำหรับรายละเอียดลำดับความต้องการ  5  ขั้น  มีดังนี้คือ

  1. ความต้องการทางสรีรวิทยา  (  Physiological  Needs  )  เช่น  อาหาร  การพักผ่อน  

การรักษาสภาวะสมดุลภายในร่างกาย  (  Homeostasis  )

  1. ความต้องการเกี่ยวกับความปลอดภัย  ความมั่งคง  สวัสดิการ  การคุ้มครอง  การช่วย

เหลือจากผู้อื่น   (  Safety   Needs  )

  1. ความต้องการเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของ  การเข้าหมู่การเข้าพวก  ครอบครัว  เพื่อนผู้

ร่วมงาน  (  Belongingness  Needs  )

  1. ความต้องการเกี่ยวกับเกียรติยศ  ชื่อเสียง  การยกย่องนับถือและการยอมรับจาก

สังคม  ( Esteem  Needs  )

  1. ความเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง  (  Self  Actualization  )  ซื่อสัตย์ต่อตนเอง  ประพฤติ

ปฏิบัติในแนวทางที่เหมาะสม  กระทำสิ่งต่างๆตามความสามารถของตน   

        ส่วน  ออลพอร์ท  (  Allport  )  ได้ศึกษาบุคลิกภาพในภาพรวมแต่เน้นในเรื่องจิตสำนึกมากกว่าจิตไร้สำนึก  เขาเชื่อว่าเรื่องประสบการณ์ปัจจุบันมากกว่าประสบการณ์ในอดีตและเชื่อว่าพันธุกรรมเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดบุคลิกภาพและพฤติกรรม  และอธิบายว่าบุคลิกภาพของบุคคลถูกกำหนดจากลักษณะเฉพาะบุคคล  (  Personal  trait  )  บุคคลจะแสดงลักษณะเด่นของตนออกมา  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและสภาพกดดันทางสังคมที่เขาประสบอยู่

        ส่วน คาร์ล  โรเจอร์ส  (  Carl  Rogers  )  ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับบุคลิกภาพในทฤษฎี  Self  Theory  เขาเชื่อว่าคนทุกคนอยู่ในโลกแห่งประสบการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาโดยที่มีตัวเขาเป็นศูนย์กลางและปฎิกิริยาที่แสดงออกมาเป็นผลจากประสบการณ์และการรับรู้ที่เขามีอยู่  การรับรู้  (  Preceptual  Field  ) ของบุคคลนั่นก็คือ  “ความจริง”  และเขาเชื่อว่ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะไปสู่การเป็นผู้รู้จักตนอย่างแท้จริง  ( Self  Actualization  )

        สรุปแนวความคิดของกลุ่มมนุษยนิยม โดยภาพรวมนักจิตวิทยาในกลุ่มนี้มองบุคคลในภาพรวมทั้งด้าน  ร่างกาย  อารมณ์  ความคิด  แรงจูงใจ  และระบบความเชื่อว่าทุกคนใฝ่ดีมาแต่กำเนิด  บุคลิกภาพของบุคคลถูกกำหนดมาจากลักษณะ  ภาพในตัวบุคคล  เช่น การรับรู้ แรงจูงใจ  หรือลักษณะเฉพาะบุคคล  โดยมีสิ่งแวดล้อมภายนอกเป็นตัวส่งเสริม 

8.2.5  ทฤษฎีบุคลิกภาพของเชลดัน (Sheldon’s Theory) 

เชลดัน  (William H.Sheldon) นักจิตวิทยาและแพทย์ชาวอเมริกัน ได้ทำการศึกษาค้นคว้าลักษณะความสัมพันธ์ของโครงร่างกับการแสดงออกในลักษณะต่างๆ ของมนุษย์เอาไว้อย่าง  โดยใช้วิธีการถ่ายรูปภาพโครงร่างของคนไว้กว่า 5,000 คนเพื่อใช้ในการศึกษา และยังได้ศึกษาค้นคว้ารายละเอียดตามหลักการของ Kretschmer ซึ่งแบ่งประเภทของคนออก โดยใช้ลักษณะหรือโครงสร้างของร่างกายเป็นเกณฑ์ (Somatype) เชลดัน  ได้ใช้วิธีการนำภาพของคนเป็นจำนวนมาก มาศึกษาพิจารณาและในที่สุดได้ปรับปรุงแล้วสรุปว่า  มนุษย์มีลักษณะทางรูปร่างแตกต่างกันไปและสามารถ แบ่งโครงสร้างของร่างกายออกได้เป็น 3 กลุ่ม นอกจากนี้ยังได้ศึกษาลักษณะทางอารมณ์ของคนเหล่านี้ว่าคนแต่ละประเภทเป็นอย่างไรหลักการแบ่งและชื่อของกลุ่มใช้ตามการแบ่งชั้นของเซลล์และเนื้อเยื่อ ในระยะแรกของตัวอ่อนของมนุษย์ที่อยู่ในครรภ์ของมารดา ทฤษฎีของเขาได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างมาก บุคลิกภาพของบุคคลที่ เชลดัน แบ่งออกเป็น  3 กลุ่มมีดังนี้

1. กลุมที่มีโครงสร้างแบบ Ectomorphic หรือ Ectomorphy ประเภทนี้มักเป็นคนผอมสูง เอวบางร่างน้อย กล้ามเนื้อน้อย ไหล่ห่อ นิ้วมือเรียวยาว แขนขายาว ท่าทางบอบบาง ผิวและเส้นผมละเอียด หน้าอกแบนแฟบ ทรวดทรงชะลูด ประสาทไวต่อความรู้สึกมาก ชอบหลบหนีสังคม กลัวการอยู่ในกลุ่ม ไม่ค่อยกล้า ท่าทางอ่อนแอ ไม่กระตือรือร้น ใจน้อย ชอบสันโดษ ชอบอยู่ตามลำพัง อารมณ์อ่อนไหว วิตกกังวลง่าย ช่างคิด มันเป็นโรคจิตประเภท Heboid คือชอบหลบหนีสังคม

โครงสร้างแบบเอคโตมอฟีนั้น เชลดันอธิบายว่าจะเป็นผู้มีแนวโน้มที่จะมีบุคลิกภาพที่เรียกว่า เซเรโบรโทเนีย (Cerebrotonia) คือ เป็นคนไม่ชอบสังคม มีความเครียดทางอารมณ์อยู่เสมอและมีการตัดสินใจอะไรรวดเร็ว  เด็ดขาด นอนไม่หลับ และชอบการสันโดษอยู่คนเดียว โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับปัญหา  บุคลิกภาพประเภทนี้จะไม่ทำอะไรที่เป็นการเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น เหมือนกับพวกอื่นๆ

2กลุ่มที่มีโครงสร้างแบบ Endomorphic หรือ Endomorphy  เป็นบุคคลที่มีลักษณะอ้วนเตี้ย มีโครงสร้างของร่างกายอ้วนกลม หน้ากลม มีเนื้อและไขมันมาก ร่างกายเต็มไปด้วยไขมัน พุงยื่นหนา ชอบสนุกสนานร่าเริง ชอบอยู่สบายๆ เป็นคนแสดงออกชัดเจนเปิดเผย ชอบกินและ กินเก่งเพราะระบบย่อยอาหารทำงานดี  เมื่อโกรธจะแสดงบุคลิกภาพจู้จี้ขี้บ่น โกรธง่ายมากถ้าไม่พอใจแต่หายเร็ว กลุ่มนี้มักมีอาการของโรคจิตชนิด Manic depressive คือ บางครั้งดีใจมาก บางครั้งเสียใจมาก ชอบแสดงอิทธิฤทธิ์ และถ้าทำอะไรไม่ได้ก็จะปล่อยชีวิตตามยถากรรม  ไม่ชอบดิ้นรนแต่เรียกร้องที่จะให้คนอื่นช่วยตน  ไม่รู้ถึงบุญคุณคน

โครงสร้างแบบเอนโดมอฟี  เชลดันอธิบายว่าส่วนใหญ่จะมีบุคลิกภาพประเภทที่เขาเรียกว่าวิซโรโตเนีย (Viscerotonia) เป็นลักษณะของผู้มีบุคลิกภาพประเภทรักความสะดวกสบาย ชอบการสังคม ชอบทำอะไรช้าๆ ปล่อยอารมณ์ตามสบาย ชีวิตไม่มีรีบมีร้อน มีความอดทนอดกลั้นทางอารมณ์ดีมากเพื่อให้ตนเองมีความสุข เป็นคนที่ง่ายแก่การคบค้าสมาคมด้วย รักการกินเป็นที่หนึ่ง

3. กลุ่มที่มีโครงสร้างแบบ Mesomorphic หรือ Mesomorphy กลุ่มนี้มีลักษณะสมส่วนเป็นนักกีฬา นักผจญภัย มีโครงสร้างของร่างกายสมส่วน สง่างาม ไหล่กว้าง ตะโพกเล็ก ชอบกีฬาการต่อสู้ ชอบการผจญภัย กระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว ว่องไว มีน้ำใจเป็นนักกีฬา มีร่างกายกำยำล่ำสัน กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ สมบูรณ์ ร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ บึกบึน แข็งแรง ชอบใช้กำลัง หรือความก้าวร้าว ขยันขันแข็ง มีกระดูก และกล้ามเนื้อแข็งแรงได้สัดส่วน มีพลังงานมาก  บุคลิกภาพของคนในกลุ่มนี้ถ้าเป็นโรคจิตจะเป็นโรคจิตประเภทที่เรียกว่า Paranoid  คือจะคิดว่าตัวเองเป็นใหญ่ในโลก  มองเห็นอะไรที่คนอื่นไม่เห็น มุ่งทำลายชีวิตคน  มีอันตราย

โครงสร้างแบบเมโซมอฟี จะมีบุคลิกภาพประเภท โซมาโตโตเนีย (Somatotonia) คือเป็นพวกรักการต่อสู้ผจญภัย ชอบกิจกรรมการเสี่ยง เป็นคนที่ค่อนข้างจะก้าวร้าว มักจะกระทำการใดๆ ที่เป็นการแสดงว่าตัวมีอำนาจและพละกำลังมากๆ

มีเรื่องน่าสังเกตว่า ความอ้วน ความผอม ความสูงเตี้ยของร่างกาย มักจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโภชนาการอยู่มาก นักกีฬาเลิกเล่นกีฬาส่วนใหญ่มักจะกลายเป็นคนอ้วนลงพุง และการกำหนดลักษณะทางจิตใจว่ารูปร่างอย่างนั้นมีอารมณ์อย่างนี้  น่าจะเป็นการเหมารวม (Stereotype) มากกว่าเมื่อเห็นคนอ้วนมักจะคาดหวังเอาว่าเป็นคนตลกสนุกสนานร่าเริง ไปเสียหมดทุกคน เพราะเคยมีประสบการณ์มาเช่นนั้น แต่ว่าแท้จริงแล้วอาจไม่ใช่เป็นกฎตายตัวว่าต้องเป็นอย่างนั้นทุกคน และบางครั้งคนอ้วนแสดงพฤติกรรมเช่นนั้น อาจเป็นเพียงการสวมบทบาท (Role) ที่สังคมคิดว่า  เขาหรือเธอ ควรจะแสดงบทบาทอย่างนั้นก็เป็นได้

8.2.6  ทฤษีบุคลิกภาพของ Carl G. Jung 

Jung อธิบายรูปแบบทางจิตวิทยาของบุคคลมี 2 ประเภท (Two Psychological Type) ซึ่งเป็นเจตคติพื้นฐาน (Basic Attitudes) ที่ทำหน้าที่กำหนดการแสดงออกของบุคคล ซึ่งแบ่งออกเป็น

1.  ผู้ที่มีเจตคติที่หันออกจากตนเอง (Extraversion) หรือพวกแสดงตัว ซึ่งจะมีการแสดงออกที่เผชิญกับโลกภายนอก บุคคลประเภทนี้จะชอบแสดงตัว ชอบสังคม มักจะมีเพื่อนมากชอบพูดมากกว่าฟัง ช่างพูด ร่าเริง แจ่มใส มีความสามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ชอบการเปลี่ยนแปลง มีนิสัยเปิดเผย มีความเชื่อมั่นบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง รู้จักผ่อนปรน และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อย่างเหมาะสม มีความยืดหยุ่น กล้าต่อสู้ และเผชิญกับปัญหา สนใจกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ชอบมีประสบการณ์ด้วยตนเอง และไม่จริงจังกับความผิดหวังต่างๆ เป็นต้น

2.  ผู้มีเจตคติหันเข้าหาตนเอง (Introversion) หรือ พวกเก็บตัวเป็นผู้ที่มุ่งเข้าหาตนเอง บุคคลเหล่านี้มักจะไม่กล้าตัดสินใจ ไม่แน่ใจ จิตใจไม่มั่นคง สงบเสงี่ยม ไม่ชอบสมาคมกับผู้อื่น เก็บตัว ชอบอยู่ตามลำพัง ไม่ยืดหยุ่น มักมีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ยึดมั่นในความรู้สึกของตนเอง อารมณ์หงุดหงิดและหวั่นไหวง่าย มักจะมีความรู้สึกเหงา และว้าเหว่ และเมื่อเกิดปัญหาก็มักจะแยกตัวออกไปจากสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดปัญหา นอกจากนี้ ยังไม่มีความไว้วางใจผู้อื่นการมองผู้อื่นด้วยความพินิจพิเคราะห์ ตลอดจน จะไม่ชอบความก้าวร้าว และรุนแรง

จุง อธิบาย เจตคติพื้นฐาน สองประการนี้จะเกิดขึ้นในบุคลิกภาพ โดยที่บุคคลจะไม่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่ในตัวเองแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะมีทั้งสอง ลักษณะอยู่ในตัว และถ้าเจตคติอย่างใดอย่างหนึ่งมีลักษณะเด่น เจตคตินั้นก็จะเข้ามาอยู่ในจิตสำนึกในขณะที่อีกเจตคติหนึ่งจะด้อยและอยู่ในจิตไร้สำนึก ทำให้การรับรู้ตนเอง (Ego) แสดงตนโดยหันตัวเองออกสู่การติดต่อกับโลกภายนอก ในขณะที่สิ่งที่อยู่ในประสบการณ์ไร้สำนึก (Personal Unconscious) จะเป็นลักษณะที่หันเข้าหาตนเอง อย่างไรก็ตาม ลักษณะทางบุคลิกภาพทั้ง 2 อย่างนี้ต่างก็ให้ผลดี และผลเสียต่างกันไป เช่น การหันเข้าหาตนเองอาจจะทำให้บุคคลมีการสร้างสรรค์และผลิตสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่จะเกิดผลเสียที่อาจหมกมุ่นและซึมเศร้าอยู่กับตนเองมากเกินไป ส่วนการหันออกจากตนเอง จะทำให้กล้าตัดสินใจแต่อาจเกิดผลเสียคือกล้ามากเกินไปโดยปราศจากการวิเคราะห์และการพิจารณาสิ่งต่างๆ ด้วยความรอบคอบ

 

 

 

หนังสืออ้างอิง

กันยา  สุวรรณแสง.จิตวิทยาทั่วไป General  psychology . กรุงเทพมหานคร : อักษรพิทยา, 244

             หน้า, 2538.

กันยา  สุวรรณแสง.การพัฒนาบุคลิกภาพและการปรับตัว . กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 216  หน้า, 2533.

ทิพย์  นาถสุภา.  บทความประกอบหมวดวิชาการศึกษา  วิชาจิตวิทยาการศึกษา. พระนคร : หน่วย

             ศึกษานิเทศ กรมการฝึกหัดครู, 2513.

พิชญ์สิรี  โค้วตระกูล และ สุธีรา  เผ่าโภคสถิตย์. จิตวิทยาทั่วไป.กรุงเทพมหานคร : เทพรัตน์พับลิช

            ชิ่งกรุ๊ป,200 หน้า  , 2538.

โยธิน  ศันสนยุทธ และคณะ. จิตวิทยา. กรุงเทพมหานคร : ศูยน์ส่งเสริมวิชาการ, 381หน้า , 2533.

โรเบิร์ต  อี. ซิลเวอร์แมน. สุปาณี  สนธิรัตน และคณะ  แปลและเรียบเรียง. จิตวิทยาทั่วไป. พิมพ์ครั้ง

            ที่ 5 ,กรุงเทพมหานคร : เนติกุลการพิมพ์, 388 หน้า  ,2537.

ทรงพล  ภูมิพัฒน์.  จิตวิทยาสังคม.พิมพ์ครั้งที่ 2,กรุงเทพฯ  :  ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา 

               มหาวิทยาลัยศรีปทุม,2541.

นวลละออ   สุภาผล.  ทฤษฎีบุคลิกภาพ. กรุงเทพฯ : ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ 

             มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ประสานมิตร,2527.

นิภา   นิธยายน.  การปรับตัวและบุคลิกภาพ.  พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์,

              2530.

ทรงพล  ภูมิพัฒน์.  จิตวิทยาสังคม.พิมพ์ครั้งที่ 2,กรุงเทพฯ  :  ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา 

               มหาวิทยาลัยศรีปทุม,2541.

นวลละออ   สุภาผล.  ทฤษฎีบุคลิกภาพ. กรุงเทพฯ : ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ 

             มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ประสานมิตร,2527.

นิภา   นิธยายน.  การปรับตัวและบุคลิกภาพ.  พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์,

              2530.

ปราชญาลปน์  กัณหเนตร. เอกสารประกอบการสอน วิชาแนะแนว 325 บุคลิกภาพ .

               (อัดสำเนา) พิษณุโลก:มหาวิทยาลัยนเรศวร,2540.

เอนกกุล  กรีแสง. จิตวิทยาการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3, พิษณุโลก : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

                 พิษณุโลก, 2526.

John W. Santrock. Psychology. 6ed. New York  : McGraw-Hill Higher  ,2000,593pp.

Stephen Worchel  and Wayne Shebilske. Psychology Principles and Applications.3ed. New

              Jersey :   Englewood  cliffs  ,1989,800 pp.

 Donald Olding Hebb.A Textbook of Psychology.6ed.Philadelphia nd London :W.B.Saunders

              Company,1966.353pp.

Robert A. Baron.Psychology The Essential Science.Boston : Rensslaer Polytechnic

               Institute.1989,587pp.

Charles G. Morris and Albert A. Maisto.Psychology an Introdouction. 11th.ed. New

              Jersey :   Pearson Education,Inc,Upper Saddle  ,2002,707 pp.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บุคลิกภาพ  ( Personality )

8.1  บุคลิกภาพ   ( Personality )

8.1.1  ความหมายของบุคลิกภาพ

        บุคลิกภาพ หมายถึง คำที่นำมาใช้กันทั่วไปเพื่อบรรยาย1ให้เห็นถึงถึงลักษณะต่าง ๆ  ของบุคคลโดยนักจิตวิทยาหลายท่านได้ให้ความหมายของคำว่า บุคลิกภาพ ไว้แตกต่างกัน   เช่น

        บุคลิกภาพ หมายถึง  ลักษณะนิสัย  ( Traits  ) ที่รวมกันเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวของบุคคลและเป็นสิ่งที่ย้ำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล  ซึ่งพิจารณาได้จากรูปแบบพฤติกรรมของบุคคลนั้นที่แสดงออก หรือตอบสนอง   ( Interaction  ) ต่อสิ่งแวดล้อม   เชิดศักดิ์   โฆวาสินธุ์  ( 2520  : 3 )

        บุคลิกภาพ  หมายถึง  สภาพนิสัยจำเพาะคนตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า  personality  มาจากภาษาลาติน  ว่า   persona  แปลว่าหน้ากาก หรือ หัวโขน    พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ.  2525

        บุคลิกภาพของบุคคล หมายถึง ผลรวมของคุณสมบัติและลักษณะต่างๆ  ที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบของพฤติกรรม  วิธีปรับตนต่อสถานการณ์ต่างๆ  ในสภาพแวดล้อม  วิถีทางดำเนินชีวิต  ตลอดจนระบบความคิด  ความเชื่อ เจตคติ ค่านิยม และอุดมคติ  เอนกกุล   กรีแสง  ( 2529  :  43-48  )

        บุคลิกภาพ หมายถึง  ลักษณะปรากฏภายนอกและลักษณะภายในของบุคคลนับตั้งแต่รูปร่าง  หน้าตา กิริยาท่าทาง  เจตคติ  แรงจูงใจ  สติปัญญา  ความคิดเห็น  ความสามารถ  ปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์  ลักษณะประจำตัวต่างๆ  ความรู้สึกที่บุคคลนั้นๆมีต่อตนเอง  ประสบการณ์และส่วนที่เหลือค้างจากประสบการณ์   บุคลิกภาพจึงเป็นลักษณะเฉพาะของบุคคล  ไม่มีใครในโลกที่จะมีบุคลิกภาพเหมือนกัน  แม้แต่คู่แฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน....คนเราจะมีบุคลิกภาพอย่างไรนั้น  ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสองประการ  ได้แก่โครงสร้างทางชีววิทยาและพันธุกรรม  กับสภาพแวดล้อมในพัฒนาการของชีวิตตั้งแต่แรกปฏิสนธิ...แม้ว่าคนเราจะมีโครงสร้างทางชีววิทยามาแล้วตั้งปฏิสนธิแต่อิทธิพลจากคนและสิ่งแวดล้อมก็มีผลต่อบุคลิภาพอย่างมากในการถ่ายทอดความนึกคิด  เจตคติ  และคุณธรรม.... วารุณี    ธนวรานิช  (  2530  : 27  )

        บุคลิกภาพ หมายถึง   ลักษณะเฉพาะตัวของบุคคล ในด้านต่างๆ ทั้งภายนอกและภายคือ  ส่วนที่มองเห็นได้ยาก แต่ต้องทราบด้วยการอนุมาน เช่นสติปัญญา  ควานถนัด ลักษณะอารมณ์ประจำตัว  ความใฝ่ฝันปรารถนา ปรัชญาชีวิต ค่านิยม ความสนใจ    เป็นต้น   ลักษณะต่างๆของบุคลิกภาพ ไม่สามารถแยกออกเป็นส่วนๆ  จากกันได้โดยเด็ดขาด ทุกๆ ลักษณะบุคลิกภาพ ต่างมีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน และมีผลกระทบต่อกันและกัน เป็นประดุจลูกโซ่ บุคลิกภาพของมนุษย์ ถูกหล่อหลอมและประสมประสานด้วยพันธุกรรม  วัฒนธรรม  การเรียนรู้ วิธีปรับตัวของบุคคลและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นนามธรรมและวัตถุธรรม บุคลิกภาพของมนุษย์ไม่ว่าด้านใดๆ เป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  การเรียนรู้  และสิ่งแวดล้อมทางสังคมและวัตถุธรรม บุคลิกภาพของแต่ละบุคคล มีทั้งส่วนที่เป็นลักษณะผิวเผินและส่วนที่เป็นนิสัยแท้จริง บางส่วนของบุคลิกภาพถูกซ่อนเร้น หรือถูกปิดบังอำพรางโดยจงใจและไม่จงใจ   บุคลิกภาพของบุคคลมีทั้งส่วนร่วมซึ่งเป็นลักษณะสากลของมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา และมีส่วนซึ่งเรียกกันว่าลักษณะ  “เฉพาะตัว” ศรีเรือน  แก้วกังวาล  (  2531  : 5-6  )

        บุคลิกภาพ หมายถึง  พฤติกรรมทั้งหมดของบุคคลซึ่งค่อย ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่เกิด และดำเนินต่อไปจนกระทั้งตายจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  เมอร์เรย์ (Murrey , 1951)

        บุคลิกภาพจะครอบคลุมความหมายสองประการต่อไปนี้คือ ประการแรก บุคลิกภาพคือพฤติกรรมภายนอกที่แสดงออกมาของแต่ละบุคคล ( Personality as the Individual is External Behavior ) และรูปแบบของการแสดงออกของพฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น การแสดงออกทางสีหน้า แววตา ท่าทาง กิริยาอาการ การพูด การแต่งกาย ตลอดทั้งการแสดงความคิดเห็น ทั้งวาจาและการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นต้น และประการที่สอง บุคลิกภาพคือตัวของบุคคลนั้นหรือตัวตน ( Personality as Self ) โดยตัวตนจะแสดงพฤติกรรมต่างๆออกมา  รุช  (Ruch.1953 : 29)

        บุคลิกภาพ หมายถึง กระบวนการผสมผสานในบุคคล อันเกิดจากการทำงานของระบบร่างายและจิตใจ รวมถึงปฏิกิริยาของบุคล ที่โต้ตอบสิ่งเร้า ทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อเขาด้วย ซึ่งเป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรมและความคิด  ออลพอร์ท (Allport , 1964 )

        บุคลิกภาพมีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินคือ Persona  ซึ่งหมายถึง หน้ากากที่ตัวละครของกรีก และโรมันสวมใส่เวลาออกแสดง และหน้ากากนี้จะบอกให้ทราบถึงบทบาทของตัวละครที่แสดงและในปีเดียวกัน ลาซารัส ( Lazarus . 1965 : 58 )

บุคลิกภาพ หมายถึง  ลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลที่มีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าในสังคม และเป็นคุณสมบัติในการปรับตนเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของบุคคลนั้น  ออลพอต ( Allport. 1965 : 5 )

บุคลิกภาพ หมายถึง  ลักษณะรวมของบุคคลและวิธีการแสดงออกของพฤติกรรมของแต่ละบุคคล  ซึ่งเป็นเครื่องกำหนดวิธีการปรับตัวของแต่ละบุคคลในสิ่งแวดล้อมของเขา  ฮิลการ์ด และ แอทคินซัน ( Hilgard and Atkison . 1967 : 462 )

        บุคลิกภาพ หมายถึงแบบอย่างทั้งหมดซึ่งเกิดจากการผสมผสานของโครงสร้างความประพฤติ ความสนใจ เจตคติ สติปัญญา ความถนัด ตลอดจนลักษณะอื่นๆเข้าด้วยกัน  มันน์ ( Munn. 1969 : 98 ) 

        บุคลิกภาพ  หมายถึง  แบบอย่างของความประพฤติของแต่ละบุคคล ซึ่งเกิดจากโครงสร้างทางกายภาพ และประสบการณ์ในอดีตอันมีผลต่อโครงสร้างทางด้านอารมณ์และลักษณะนิสัยของบุคคลนั้นในปีเดียวกันเอ็ดเวิดส์ ( Edward . 1969 : 261)

 บุคลิกภาพของบุคคลแบ่งออกเป็น 7 ลักษณะ คือ ทางด้านความสนใจ เจตคติ ความต้องการ ความถนัด อารมณ์ สรีรวิทยา และลักษณะภายนอก ลักษณะทั้ง 7 อย่างนี้จะทำงานประสานสัมพันธ์ ( Intergrated Whle ) เป็นหน่วยเดียวกัน กิลฟอร์ด ( Guildford.1969 : 7 )

        บุคลิกภาพ หมายถึง สิ่งที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทั้งหมดของบุคคล ทั้งพฤติกรรมที่เปิดเผยและพฤติกรรมที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวของบุคคล า แคทเทล ( Cattel. 1970 : 386 citing Cattell. 1950  :  2-3 )

        บุคลิกภาพ หมายถึง การที่บุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทำให้บุคคลเกิดการเรียนรู้และแสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมนั้นๆกิลลิแลนด์ และคนอื่นๆ ( Gilliland and others . 1984 : 307 )

          บุคลิกภาพ หมายถึง ลักษณะของพฤติกรรมโดยส่วนรวมของบุคคลทั้งหมด       ที่มีการทำงานประสานสัมพันธ์เป็นหน่วยเดียวกันทั้งจากลักษณะภายในและลักษณะภายนอก   และเป็นแบบอย่างของความประพฤติเฉพาะของแต่ละบุคคล อันเกิดจากการที่บุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมในสังคมหรือจากประสบการณ์ ซึงมีผลถึงลักษณะต่างๆของพฤติกรรมของบุคคล เช่น ความสนใจ เชาว์ปัญญา ตลอดจนลักษณะอื่นรวมเข้าด้วยกัน  สุภวรรณ  พันธุ์จันทร์. ( 2534 : 23-24)

        จากความหมายข้างต้น ผู้เขียนขอสรุปความหมายของคำว่าบุคลิกภาพ  หมายถึง ลักษณะของพฤติกรรมโดยส่วนรวมของบุคคลทั้งหมด       ที่มีการทำงานสัมพันธ์ทั้งหมด   รวมถึงลักษณะภายใน  ที่มองไม่เห็นและลักษณะภายนอก  ที่สามารถสังเกตเห็นได้  และเป็นแบบอย่างของความประพฤติเฉพาะของแต่ละบุคคล อันเกิดจากการที่บุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมในสังคม  หรือจากประสบการณ์ ซึงมีผลถึงลักษณะต่างๆของพฤติกรรมของบุคคล เช่น ความสนใจ เชาว์ปัญญา ตลอดจนลักษณะอื่นรวมเข้าด้วยกัน 

8.1.2องค์ประกอบของบุคลิกภาพ

บุคลิกภาพของบุคคลแบ่งออกองค์ประกอบเป็น 7 ลักษณะ คือ ทางด้านความสนใจ เจตคติ ความต้องการ ความถนัด อารมณ์ สรีรวิทยา และลักษณะภายนอก ลักษณะทั้ง 7 อย่างนี้จะทำงานประสานสัมพันธ์ ( Intergrated Whle ) เป็นหน่วยเดียวกัน กิลฟอร์ด ( Guildford.1969 : 7 )

องค์ประกอบบุคลิกภาพโดยทั่วไปจะพิจารณาตามเกณฑ์ต่อไปนี้

  1. โครงสร้างทางร่างกาย (Physical construction) หมายถึง รูปร่าง  หน้าตาของบุคคล ได้แก่

ความสูง   ความเตี้ย  เป็นคนอ้วน เป็นคนผอม สีของผิวที่แตกต่างกัน   เป็นต้น   สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพ เช่น คนสูงมาก หรือ เตี้ยมากๆ หรือคนที่มีสีผิวที่ไม่สวยงามตามที่เขานิยมกัน  แม้เรื่องเรียนเก่ง  กับเรียนไม่เก่งก็อาจเกิดปัญหาในการปรับตัวได้ทั้งสิ้นเป็นต้น

  1. ลักษณะทางด้านจิตใจ เกี่ยวข้องกับเชาว์ปัญญา ความจำ  ความสามารถ  ความถนัด  ความ

สนใจเป็นเรื่องของสติปัญญา   รวมไปถึงความรู้สึกต่างๆ  การรับรู้

  1. ความสามารถ ( ability) หมายถึงขีดจำกัดขอลักษณะทางกายภาพ ที่มีในแต่ละบุคคล ใน

การที่จะทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรียกว่า  ความถนัดตามธรรมชาติ  ความสามารถนี้ได้แก่  ทางดนตรี กีฬา ศิลปะ  งานสร้างสรรค์เป็นต้น

 

  1. ความคล้องแคล้วว่องไว ( Mobility ) เกี่ยวข้องกับอวัยวะกล้ามเนื้อ ที่มีส่วนในการเคลื่อน

ไหว  การทำงานประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและระบบประสาท   การทำงานของระบบอวัยวะภายในที่ประสานกัน

  1. สติปัญญา ( Intelligence)  ความสามารถทางสมอง  รวมไปถึงความสามารถในการที่จะ

ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้เป็นการผสมผสาน ของประสบการณ์เดิม ได้แก่ ความจำ  การเรียนรู้  ความเข้าใจ  การมีวิจารณญาณเป็นต้น

  1. การแสดงตน (Self-expression)  บุคคลจะมีความแตกต่างกัน   เมื่อเขาได้แสดงออกโดย

เสรีภาพทางความคิด   บางคนชอบแสดงออก   กล้าเปิดตน  พฤติกรรมเปิดเผย  แต่ในบางคนอาจจะพยายาม ควบคุมอารมณ์ของตนเอง   ไม่แสดงออกให้คนอื่นได้รู้  การแสดงออกของคน มักมี 2 ลักษณะคือ  กลุ่มที่ชอบแสดง   กับกลุ่มที่ไม่ชอบแสดงออก  หรืออาจพบอีกกลุ่มคือมีการผสมผสานอย่างละครึ่งของทั้งสองกลุ่ม

  1. ความสนใจ (Interest ) เป็นความรู้สึกที่แสดงถึงแนวโน้ม ที่จะเข้าหาบุคคล หรือวัตถุรวม

ไปถึงเรื่องความสนใจ ในการแต่งกาย การพูดจา กิริยามารยาท การเข้าสังคม  การสมาคมกับกลุ่มต่างๆ

  1. ความสามารถในการควบคุมตนเอง  วางตนให้เหมาะสมกับโอกาสเป็นผู้มีวุฒิทางอารมณ์

ไม่โกรธ หรือโมโหง่าย   ไม่ใช้อารมณ์ ความรู้สึกเหนือเหตุผล

        9.  ความสามารถในการเข้าสังคม หมายถึงความสามารถที่บุคคลแสดงพฤติกรรมต่อผู้อื่นโดยการสมาคม การอยู่ร่วมกลุ่ม การชอบเก็บตัว การชอบเด่น หรือสงบเสงี่ยม

8.2  ทฤษฎีบุคลิกภาพ

         8.2.1  ทฤษฎีบุคลิกภาพกลุ่มจิตวิเคราะห์    

ทฤษฎีบุคลิกภาพกลุ่มจิตวิเคราะห์   ทฤษฎีในกลุ่มนี้มุ่งเน้นเรื่องจิตเป็นสำคัญ มีนักจิตวิทยาที่อยู่ในกลุ่มนี้คือ ฟรอยด์  ( Sigmund Freud : 1856-1939 ) จุง  (  Carl G. Jung  : 1857-1961 )และแอดเลอร์  ( Alfred Adler : 1870-1937 ) การเน้นเนื้อหาของทฤษฎีนั้นแตกต่างกัน  เช่น  ฟรอยด์ เชื่อว่ากระบวนการของจิตอยู่ที่จิตไร้สำนึก ( unconsciousness ) ซึ่งเป็นที่อยู่ของพลังชีวิตที่เรียกว่าสัญชาตญาณ ( instinct) และเรียกชื่อบุคลิกภาพใหม่ว่า อิด ( Id )   อีโก้  (  Ego ) และ ซูเปอร์อีโก้ ( Sperego )   อิด เป็นจุดเริ่มต้นของบุคลิกภาพ อิดมีการเปลี่ยนแปลงที่ตัวมันเองเพื่อไปสู่การทำงานในระดับสูงขึ้นเรียกว่า อีโก้ ส่วนอีโก้เป็นบุคลิกภาพส่วนของการใช้เหตุผล การประสานและพัฒนาอีโก้ขั้นพิเศษ เรียกว่าซูเปอร์อีโก้ ซึ่งซูเปอร์อีโก้เป็นบุคลิกภาพส่วนของการพัฒนาคุณธรรมในตัวมนุษย์ สำหรับซูเปอร์อีโก้มี 2 ชนิด  คือ ซูเปอร์อีโก้ภายในตัวบุคคลและซูเปอร์อีโก้ภายนอกตัวบุคคล  สำหรับ จุง  จะมุ่งเน้นที่กระบวนการของจิตไร้สำนึกเช่นกัน แต่จิตไร้สำนึกของจุงมี 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 เป็นจิตไร้สำนึกส่วนบุคคล ( personal unconscious )   และส่วนที่ 2 เป็นจิตไร้สำนึกที่มีการรวบรวมหรือถ่ายทอดลักษณะ( collective or transpersonal ) เป็นจิตสำนึกที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ โดยผ่านทางพันธุกรรม ( Hall & Lindzey. 82-83 ) แต่บุคลิกภาพของจุงเริ่มที่  การทำงานร่วมกันระหว่าง    อีโก้ กับ  จิตไร้สำนึก   ( unconscious )ซึ่งมีอีโก้ ทำหน้าที่เป็นตัวรับข้อมูลจากระบบโลกภายนอกของบุคคล โดยอาศัยการทำงานของจิต 4 อย่าง คือ การสัมผัส ( sensations ) ความรู้สึก ( feeling ) การคิด ( thinking )  และการกำหนดรู้ในใจ( intuition ) การสัมผัสจะทำให้เกิดการติดต่อกับโลกแห่งความเป็นจริงภายนอกโดยอาศัยระบบประสาทสัมผัสที่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นในใจ การนึกจึงเป็นสิ่งแรกที่ติดต่อกับจิตใจทั้งในส่วนที่เป็นประสบการณ์และส่วนที่ดำเนินชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนแนวคิดของ แอดเลอร์ จะเน้นที่ปม ( complex ) อันได้แก่ ปมด้อย ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดอะไรบางอย่างในชีวิตที่กระทบทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ จากนั้นก็แปรพลังความด้อยนั้นให้กลับกลายเป็นพลังผลักออกมาภายนอกเรียกว่า ปมเด่น ( superiority  ) และบุคคลสามารถใช้ปมเด่นเข้าถึงจุดหมายในชีวิตได้ (  Hall & Lindzey. 1970 : 119-124 ) นอกจากนี้แล้ว แอดเลอร์เชื่อว่าการที่มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมทำให้เกิดการเกื้อกูลกัน  ช่วยเหลือกัน มีความสนใจทางสังคม ( social interest ) และการเกื้อกูลทางสังคมเป็นกระบวนการที่ทำให้คนสามารถปรับตัวจากปมด้อยไปสู่การพัฒนาตนให้เอาลักษระปมเด่นออกมาสร้างสรรค์ในทางที่ถูก  จนสามารถพัฒนาตนจนถึงขีดสุด

        แนวคิดทฤษฎีจิตวิเคราะห์  เชื่อในเรื่องสัญชาตญาณ ( instinct) ของมนุษย์มีพลังในการกำหนดแนวโน้มของพฤติกรรมและพัฒนาการของมนุษย์  พลังแรงขับตามแนวคิดของ  ฟรอยด์มี  2  ชนิดคือพลังแรงขับเพื่อความอยู่รอดและการสืบเผาพันธุ์  (  Eros  หมายถึงความรัก  )  และพลังแรงขับที่สองได้แก่ความปรารถนาในความตาย  (  Thanatos  หมายถึง  ความตาย  )  เป็นพลังที่บุคคลมักแสดงพฤติกรรมที่มีการเสี่ยงเช่น  เล่นกระโดยสูง  แข่งรถ   ดิ่งพสุธา นอกจากนี้ยังเป็นพลังก้าวร้าว  พลังทั้งสองนี้เป็นพื้นฐานในการแสดงออกของพฤติกรรมในบุคคล  และเขาเชื่อว่าบุคคลมีแรงขับทางเพศและความก้าวร้าวอยู่ในตัว

        พัฒนาการบุคลิกภาพ  ขึ้นอยู่กับ  Id  Ego  และ   Superego    ทั้งอิดและ ซูเปอร์อีโก้จะขัดแย้งกันตลอดเวลาแต่จะมีอีโก้ทำหน้าที่ระหว่างกลางของความขัดแย้ง และความสับสนในเรื่องบุคลิกภาพก็เกิดจากความขัดแย้งของทั้งสองส่วนนี้เองและเมื่อบุคคลถูกขัดขวางไม่สามารถทำดังใจที่ปรารถนาได้ หรือถูกขัดขวางบุคคลก็หาวิธีออกเพื่อให้ตัวตน  (  Self  ) อยู่ได้โดยใช้  “กลวิธานในการป้องกันตัว” (  Defense  Mechanism  ) กลวิธานในการป้องกันตัว  คือ  วิธีการที่บุคคลใช้ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจเพื่อรักษาตัวตนไม่ให้รู้สึกเจ็บปวดต่อความผิด

         กลวิธานในการป้องกันตัว (  Defense  Mechanism  )  กลวิธานในการป้องกันตัวของบุคคล  เอนกกุล  กรีแสง. 2526 : 48 -  66  อธิบายโดยสรุปดังนี้คือ

1.  การก้าวร้าว  (  Aggression  )  เป็นการต่อสู้ที่ทำลายสิ่งที่มาขัดขวางความต้องการ

ต่อสู้กับสิ่งที่ทำให้เกิดความคับข้องใจ  การแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวนี้แบ่งออกเป็น  2  ลักษณะคือ

        1.1  การก้าวร้าวโดยตรง ( Direct  aggression )หมายถึง การแสดงลักษณะพฤติกรรมก้าวร้าวต่อบุคคลหรือสิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดความคับข้องใจโดยตรง  เช่น เด็กเล็กๆ และผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมต่ำจะแสดงอาการก้าวร้าวโดยตรงมากกว่าผู้อื่นเมื่อไม่ได้สิ่งที่ตนเองต้องการอาจแสดงออกโดยการก้าวร้าว  พฤติกรรมตั้งแต่ด่า  ไปจนชกต่อย  ทำร้ายร่างกาย

1.2 การก้าวร้าวทางอ้อม  (  Displaced  aggression )ในบางครั้งเราก็ไม่สามารถที่จะ

แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวโดยตรงได้ จึงต้องหันเหไปแสดงความก้าวร้าวทางอ้อมแทนเป็นต้นว่า  เมื่อถูกคุณแม่ดุ พอลับตาคุณแม่ก็หันไปเตะสุนัข  เอาไม้พาดต้นไม้ใบหญ้า รวมไปถึงการเขียนจดหมายสนเทห์ทำร้ายคนที่ไม่ชอบก็จัดว่าเป็นการแสดงความก้าวร้าวทางอ้อม  คนบางคนอาจจะใช้วิธีการนินทาเพราะไม่กล้าว่าต่อหน้า  บางคนก็แสดงออกโดยการอคติ  (  prejudice ) ต่อคนบางคนหรือต่อคนบางกลุ่ม

2.  การชดเชย  (  Substitution  )  เป็นวิธีการที่คนเราพยายามหาทางเพื่อจะลดความ

คับข้องใจโดยวิธีการเพิ่มลักษณะบางอย่างเพื่อชดเชยกับสิ่งที่ขาดไป  การชดเชยอาจทำได้ดังนี้

2.1  การเอาชนะข้อบกพร่องของตนเอง  หากความคับข้องใจเกิดจากความบกพร่อง

ของตนเอง บุคคลก็อาจจะใช้ความมานะพยายามอย่างมากเพื่อมาชดเชยข้อบกพร่องของตน  เช่น

เด็กที่เรียนไม่เก่งเพราะสติปัญญาไม่ค่อยดีนัก เด็กเมื่อรู้ตัวว่าเรียนไม่ค่อยดีวิธีที่เด็กใช้อาจจะใช้ความพยายาม  ความมุมานะอย่างหนักจนสามารถสอบชิงทุนไปเรียนต่างประเทศได้ เพื่อไม่ให้คนอื่นมาว่าตนว่าสติปัญญาไม่ค่อยดี  ซึ่งจะทำให้ตนเองเจ็บปวดเลยใช้กลวิธานการชดเชยเอาชนะความไม่เก่ง  ให้เก่งอีกอย่างหนึ่งให้ได้

2.2 การทดแทน (  Compensation )  เป็นการตั้งความมุ่งหมายใหม่ขึ้นมาแทนความ

ต้องการเดิมที่ไม่สามารถทำได้ เช่น  เด็กที่เรียนไม่เก่งอาจจะหันมาเอาดีทางด้านกีฬาแทนเป็นต้น

2.3 การทดเทิด  (  Sublimation ) เป็นการทำกิจกรรมอย่างอื่นเพื่อชดเชยกิจกรรมที่ทำ

ไม่ได้  การทดเทิดจะต่างจากการทดแทนในแง่ที่ว่า  การทดเทิดไม่ได้เปลี่ยนความมุ่งหมายไปเลยแต่ความต้องการเดิมยังคงอยู่    เพียงแต่เปลี่ยนวิธีสนองความต้องการเท่านั้น  เช่น  คนที่เป็นหมัน

ไม่สามารถจะมีลูกของตนเองได้  ก็อาจจะหาทางชดเชยโดยการขอเด็กอื่นมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมหรือหันไปทำงานด้านสงเคราะห์เด็ก  เป็นต้น

        3.  การแสดงเอกลักษณ์  (  Identification  )  เป็นวิธีสนองความต้องการโดยสร้างความรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของบุคคลที่เด่น  เป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะหรือกลุ่มคนที่มีชื่อเสียง  เป็นการอาศัยรัศมีของผู้อื่นมาช่วยให้รู้สึกว่าตนเด่นขึ้นทั้งนี้เพราะคนเราทุกคนปรารถนาจะเป็นคนเก่ง เป็นคนสำคัญด้วยกันทั้งนั้น  เมื่อไม่สามารถสนองความต้องการนี้ได้ด้วยตนเอง ดังนั้นตนเองก็ต้องพยายามสร้างความผูกพันกับบุคคลอื่นหรือหมู่คณะอื่น  เพื่ออาศัยเกียรติยศของบุคคลเหล่านั้นหรือหมู่คณะนั้นๆ มาทำให้รู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญบ้าง  เช่น  เด็กที่ปรารถนาจะเป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงแต่ไม่อาจจะทำได้ด้วยตนเองก็พยายามทำความรู้จักกับนักกีฬาที่เด่นๆหรือแม้เพียงได้จับมือก็ยังดี  บางคนก็พยายามบอกเล่าให้คนอื่นได้รับรู้ว่าตนเองเคยเรียนอยู่ในสถานศึกษาที่บุคคลสำคัญๆ เหล่านั้นเคยเรียนมาก่อน  เคยรู้จักหรือมีเพื่อนที่มีชื่อเสียง  เป็นการเลียนแบบโดยการแสดงเอกลักษณ์ให้เหมือนคนเหล่านั้นเป็นต้น

4.  การอ้างเหตุผล  (  Rationalization  ) คนเราต้องการที่จะกระทำสิ่งต่างๆ อย่างมี

เหตุผล แต่การกระทำของคนเราบางครั้งก็ดูจะไร้เหตุผลหรือมีเหตุผลไม่เพียงพอจึงต้องพยายามอ้างเหตุผลต่างๆ มาสนับสนุนการกระทำของตน  เหตุผลที่นำมาอ้างไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงของการกระทำแต่เป็นข้ออ้างที่คาดว่าดีที่สุดที่จะนำมาประกอบการกระทำของตนเองทำให้ตนเองรู้สึกว่าสมเหตุสมผลขึ้นมาบ้างและกรณีเช่นนี้เรียกว่า  การอ้างเหตุผล ซึ่งอาจจะทำได้ดังนี้

4.1 อ้างว่าไม่ชอบเป็นข้อแก้ตัว  เช่น เมื่อสอบคัดเลือกเรียนต่อไม่ได้ก็อ้างว่าไม่อยากจะ

เรียนเป็นต้น  เป็นการแก้ตัวเพื่อลดความรู้สึกเสียหน้าของตนเองลงไป  การแก้ตัวในลักษณะนี้เข้าทำนองที่ว่า  องุ่นเปรี้ยว  (  sour  grape  ) 

4.2       อ้างว่าชอบเป็นข้อแก้ตัว  คนบางคนอาจจะปรารถนาได้สิ่งอื่นที่ดีกว่าหรือเหมาะสม

กว่าสิ่งที่ตนเองมีอยู่ แต่เมื่อไม่ไม่สามารถจะมีได้ก็บุคคลก็จะอ้างว่าตนพอใจในสิ่งที่มีอยู่จึงไม่คิดดิ้นรนขนขวายที่จะหาอะไรใหม่  การแก้ตัวแบบนี้เข้าลักษณะที่ว่า มะนาวหวาน ( sweet  lemon  )

4.3       การตำหนิผู้อื่นหรือสิ่งอื่นเป็นข้อแก้ตัวเช่น  เมื่อบุคคลนอนตื่นสายทำให้ไปโรงเรียนสาย

บุคคลกลับไม่ลงโทษตนเองแต่กลับไปโทษว่าแม่ไม่ปลุก  นาฬิกาตาย  รถเสียเวลา  เป็นต้น  เป็นการแก้ตัวในทำนอง  รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง

4.4       อ้างความจำเป็นมาเป็นข้อแก้ตัว  เช่นเมื่อบุคคลซื้อรถใหม่ต้องจ่ายเงินเป็นจำนวน

มากทำให้ตนเองรู้สึกว่าคนอื่นจะว่าเป็นการฟุ่มเฟือย  มีรถใช้อยู่แล้วตั้งสองคันยังซื้อรถยนต์คันใหม่อีก บุคคลก็อ้างว่ารถคันเก่าต้องซ่อมแซมบ่อยมาก ทำให้เสียเวลาจึงจะใช้การได้และไม่ทราบว่าจะใช้การได้อีกหรือไม่  ซื้อรถยนต์คันใหม่เสียเลยดีกว่า

4.5  อ้างว่ากำลังจะทำอยู่แล้ว  เป็นการแก้ตัวในลักษณะที่ควรจะทำกิจกรรมอย่างใด 

อย่างหนึ่งมานานแล้ว  แต่ยังไม่ได้ทำ  เมื่อถูกตำหนิหรือเกิดความเสียหายเนื่องจากการละเลยของตนเอง  บุคคลจึงอ้างว่ากำลังจะทำอยู่แล้วไม่ได้นิ่งนอนใจอะไรเลย  เช่น  ผมกำลังเตรียมการอยู่แล้ว  อยู่ในขั้นรอดำเนินการ  กำลังหาข้อมูล  อย่างนี้เป็นต้น

การอ้างเหตุผลเป็นวิธีการที่ใช้ลดความคับข้องใจได้มาก  วิธีนี้จะช่วยให้บุคคลสบายใจขึ้น

และรู้สึกไม่เสียหน้ามากนักเนื่องจากมีเหตุผลประกอบพฤติกรรมของตนเองอย่างไรก็ตามหากใช้วิธีการนี้อยู่เสมอๆ ก็อาจเกิดผิดพลาดเสียหายได้  เหตุการณ์บางอย่างควรใช้วิธีการเผชิญหน้ากับความจริง  และพยายามหาทางแก้ไขเสียโดยเร็วจะดีกว่าการอ้างเหตุผลมาประกอบ

5.   การซัดโทษ  (  Projection  )  เป็นการกล่าวถึงความผิดของผู้อื่นที่ทำความผิดที่มี

ลักษณะเช่น เดียวกับตนแต่มีความรุนแรงกว่าเพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าความผิดของตนเป็นความผิดที่เล็กน้อยไม่ใช่ความผิดที่ร้ายแรงอะไรนัก  เช่น  ผู้ที่ชอบดื่มสุราก็จะพูดถึงคนบางคนที่ดื่มสุราจนครองสติไม่อยู่  หรือผู้ที่ชอบพูดปดก็อาจจะกล่าวว่า  คนก็โกหกทั้งนั้น  การซัดโทษเป็นวิธีการที่แตกต่างจากการตำหนิผู้อื่นหรือสิ่งอื่นอยู่บ้าง   คือการตำหนิผู้อื่นหรือสิ่งอื่นแสดงถึงการไม่ยอมรับความผิดของตน   ส่วนการซัดโทษแสดงถึงการยอมรับความบกพร่องหรือความผิดของตนแต่เป็นความบกพร่องที่ไม่ร้ายแรงยังเป็นความผิดเล็กน้อยเมื่อเทียบกับบุคคลอื่น  การซัดโทษเป็นวิธีการที่ช่วยให้เกิดความสบายใจขึ้นได้บ้างแต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเลยแม้แต่น้อยเพราะผู้ที่ปรับตนโดยวิธีนี้จะรู้สึกว่าข้อบกพร่องของตนยังไม่รุนแรงจึงไม่หาทางแก้ไขปรับปรุงการกระทำตนให้ดีขึ้นและหากใช้อยู่เสมอๆ อาจทำให้บุคคลมองสิ่งต่างๆ ผิดความเป็นจริงหรือมองคนอื่นในแง่ร้ายได้

6.  การเก็บกด  (  Repression  )   เป็นวิธีการที่คนเราพยายามลืมความต้องการความ

ปรารถนาหรือความคิดบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง  ไม่ชอบใจ  หรือพยายามเก็บกดความคับข้องใจให้ลงไปอยู่ที่จิตไร้สำนึกเพื่อให้ลืมไปเสียจะได้ไม่เกิดความรู้สึกกระวนกระวายใจ  การเก็บกดจะแตกต่างจากการยับยั้งไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นล่วงรู้ แต่ตนเองยังรู้ตัวดีว่าตนมีความต้องการอะไรอยู่  ส่วนการเก็บกดนั้นเป็นความเก็บกดความต้องการหรือความคิดบางอย่างเพื่อให้ลืมเนื่องจากความรู้สึกสำนึกผิด (  guilt  )  แม้จะรู้อยู่ในใจตนเองคนเดียวก็ยังมีความสำนึกผิดอยู่  จึงต้องพยายามทำให้ตนเองลืมความคิดต้องการนั้นเสีย

        การเก็บกดนี้หากทำได้โดยสมบูรณ์  บุคคลสามารถที่จะลืมความต้องการหรือความคิดนั้นได้โดยสิ้นเชิง  แต่โดยทั่วไปแล้วการเก็บกดจะไม่สมบูรณ์  ดังนั้นแรงขับที่เกิดจากความต้องการถูกเก็บกดไว้  และจะยังคงมีอยู่และพยายามหาทางออกอยู่เสมอเมื่อมีโอกาสก็จะแสดงออกมาให้เห็นอีก  การเก็บกดอาจแบ่งออกเป็น  2  ลักษณะคือ

6.1 Primary  repression  หมายถึงการลืมเหตุการณ์ความต้องการหรือความคิดที่เมื่อใด

นึกถึงคราวใดจะทำให้เกิดความรู้สึกสำนึกผิด  หรือเกิดความอับอายขึ้นมาทันที

6.2      Secondary  repression  หมายถึงพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์  สถานที่หรือ  ตัว

บุคคลที่ทำให้ระลึกถึงสิ่งหรือเหตุการณ์ที่ต้องการจะลืม

7.  ปฏิกิริยากลบเกลื่อน  (  Reaction Formation  ) เป็นการแสดงพฤติกรรมที่เรียกว่า

ตรงกันข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริง เช่น แม่ที่ไม่ต้องการมีลูกอาจจะแสดงว่าตนต้องการลูกและรักลูกมากเหลือเกิน คอยระแวดระวังและเอาใจลูกอย่างมากทั้งนี้เพื่อซ่อนความรู้สึกไม่ต้องการมีลูกเอาไว้ไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้  พยายามแสดงพฤติกรรมไปในทางตรงกันข้ามเพื่อปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงของตนนั้น แม่ประเภทนี้มักแสดงความห่วงใยเป็นกังวลกับลูกมากจนเกินเหตุไม่ยอมให้เล่นกับเด็กคนอื่นๆ เพราะกลัวว่าลูกจะถูกแกล้ง  ถูกรังแก ไม่ยอมให้ลูกพาดสายตาไปเลยเพราะเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่างๆ และหากดูเผินๆ ก็จะรู้สึกว่าพฤติกรรมเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดีแต่ตามความเป็นจริงนั้นแม่ประเภทนี้จะทำให้ลูกขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ขาดความรับผิดชอบ เข้าสังคมไม่เป็นและมีข้อบกพร่องอื่นอีกหลายประการ

8.  การยกอัตตา  (  Egocentricism  )  เป็นวิธีการที่บุคคลแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าตนเป็นจุด

เด่น เป็นที่สนใจของผู้อื่นมากขึ้น ด้วยการยกอัตตาอาจทำได้หลายอย่าง เช่นการโอ้อวด การส่งเสียงดังถามปัญหาวุ่นวายไม่เข้าเรื่อง อวดรู้  อวดฉลาด  เด็กบางคนต้องการเด่นในทางที่ผิดๆไม่เข้าเรื่อง เช่น แกล้งเพื่อน  หรือก่อความวุ่นวายในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อเรียกร้องความสนใจนั่นเอง

การยกอัตตาถือเป็นปกติธรรมดาวิสัยของมนุษย์เพราะทุกคนอยากเด่นอยากดังและอยากให้ผู้อื่นสนใจและเอาใจใส่ตนเองด้วยกันทั้งนั้น  บางคนแสดงออกอย่างมากถึงกับตกแต่งสิ่งของเครื่องใช้ของตนให้วิจิตรพิสดารเหนือผู้อื่นเพียงเพื่อให้คนอื่นสนใจตน  เหล่านี้เป็นการยกอัตตาโดยทั้งสิ้น

9.  การปฏิเสธ  (  Negativism  )  เป็นวิธีการเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่นอีกรูปแบบ

 หนึ่งโดยใช้การปฏิเสธเป็นเครื่องมือเพื่อให้คนอื่นรู้  ผู้ที่แสดงอาการนิเสธเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่นจะมีความคิดว่าการทำตามอย่างคนส่วนใหญ่ย่อมไม่เป็นจุดเด่น เพราะการมีพฤติกรรมเหมือนๆ ผู้อื่นก็ไม่น่าสนใจเท่าใดนัก ดังนั้นจึงต้องแสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามเพื่อให้เด่นและเป็นที่สนใจของคนทั่วไปนักศึกษาบางคนจะไม่ยอมทำตามความคิดเห็นของหมู่คณะจะทำทุกอย่างที่จะหลีกเลี่ยงระเบียบข้อบังคับของสถาบันฯ ดังนั้นวิธีการที่บุคคลจะลดอาการนิเสธของบุคคลอื่นลงได้ อาจใช้วิธีการดังต่อไปนี้

 - หลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง  ความโกรธเคือง ความไม่พอใจ

 - ยินยอมให้เขาได้ทำสิ่งต่างๆ ตามความพอใจของเขาบ้าง  ถ้าไม่เสียหายมากนัก

 - ใช้สิ่งชวนใจช่วยให้เขาคล้อยตามและทำตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ แสดงความจริงใจ

 -  หลีกเลี่ยงการแสดงอาการนิเสธให้เห็นเขาเห็น  ยอมรับในความเป็นบุคคลของเขา

ถ้าท่านทำได้  โดยมีพื้นฐานจิตใจที่ดีงามไม่เสแสร้ง  ไม่ใช้กระบวนการกลุ่มบีบและทำร้าย

คนอื่น บุคคลก็จะลดอาการนิเสธลงมาได้และจะทำให้การอยู่ร่วมกันมีความสุข  ทั้งตัวเราและบุคคลที่แสดงอาการนิเสธนั้น  ดังนั้นการอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจกันจึงเป็นสิ่งที่งดงามสำหรับการดำรงชีวิต 

  1. 10.       การถอยหนี ( Withdrawal )  เป็นการหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ทำให้เกิดความคับข้องใจ

ซึ่งอาจทำได้หลายวิธี เช่น ฝันกลางวัน (daydreaming)  ง่วงเหงาหาวนอน การเลี่ยงไม่ต้องการทำงาน  โดยการดื่มสุราหรือใช้ยาระงับประสาทจะได้ไม่ต้องทำงานที่ปวดหัว  หรือทำงานชิ้นนั้นแล้วทำให้รู้สึกเจ็บปวด  บางคนอาจใช้การโดดงานแล้วส่งใบลาป่วย  เป็นต้น   การถอยหนีที่บุคคลมักนิยมใช้  เช่น  การฝันกลางวัน   การแยกตัวไม่สุงสิงกับผู้คน  เป็นต้น                                                        

       การฝันกลางวัน (daydreaming)  เป็นการสร้างจินตนาการที่เกี่ยวกับตนเองขึ้นมาเพื่อทำให้ลดความคับข้องใจหรือความกระวนกระวายใจ หรือฝันกลางวันเพื่อให้พ้นจากสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความไม่พอใจไปเสีย เช่นเด็กที่เรียนอ่อน  สถานการณ์ในชั้นเรียนทำให้ เกิดความคับข้องใจหรือไม่พอใจ    เด็กอาจจะวาดภาพว่าต่อไปข้างหน้าตนจะเป็น นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง  เป็นผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งโดยการฝันกลางวัน  ไม่ฟังเรื่องที่ครูสอนเป็นต้น ในบางครั้งเมื่อเกิดความคับข้องใจขึ้น  คนเราอาจจะรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนขึ้นได้  เช่น  เช่นนักเรียนที่เบื่อวิชาเรียนอาจจะนั่งหลับในชั้น  คนบางคนอาจหลีกเลี่ยงความวุ่นวายต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่โดยการหางานอื่นมาทำเพื่อให้ลืมๆ  บางคนอาจไปพักผ่อนหย่อนใจ  บางคนอาจดื่มสุราหรือใช้ยาระงับประสาท  การปรับตนโดยการถอยหนีไม่ช่วยแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด  ปัญหาหรือความวุ่นวายใจเหล่านั้นยังไม่ได้รับการแก้ไข  และจะยังคงอยู่ทำให้เกิดความคับข้องใจหรือวุ่นวายใจต่อไปอีก ดังนั้นบุคคลจึงควรหาทางแก้ปัญหาเสียโดยเร็วจะดีกว่าการถอยหนีไปเสียจากเหตุการณ์นั้นๆ

  1. 11.      การถดถอย (Regression) เป็นการแสดงกริยาอาการแบบเด็กๆหรือแสดงพฤติกรรม

อ่อนกว่าวัยเพื่อให้ตนเองรู้สึกสามารถสนองความต้องการบางอย่างได้หรือเพื่อเรียกร้องความสนใจให้คนอื่นเอาใจใส่ตนเอง  การถดถอยในเด็กเล็กๆจะเห็นได้ชัดเจน  เช่น  เด็กบางคนกำลังหัดเดิน เมื่อเกิดความคับข้องใจขึ้น ก็จะแสดงอาการถดถอยไปสู่ระยะที่ยังเดินไม่ได้เด็กบางคนกำลังหัดพูดก็หยุดพูด  เป็นต้น  ผู้ใหญ่บางคนเมื่อไม่ได้สิ่งต่างๆตามความปรารถนาก็อาจจะร้องไห้เสียงดังๆ  ส่งเสียงร้องกรีดกราด แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกทำเสียงล้อเลียนผู้ที่ตนไม่พอใจ  อาการเหล่านี้เป็นลักษณะของการถดถอยที่เราพบเห็นอยู่บ่อยๆ

    การถดถอยอีกลักษณะหนึ่งได้แก่   การฝังจิตฝังใจอยู่กับเหตุการณ์ใน อดีต  บุคคลที่

เคยมีความรุ่งเรืองมาก่อนในอดีต มักจะใช้วิธีการนี้เป็นเครื่องปลอบใจให้เผชิญกับความเป็นจริงในปัจจุบัน การนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์หรือความสำเร็จในอดีต  เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เกิดความภูมิใจ เกิดความมานะพยายามมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม  การฝังใจอยู่กับอดีตมากเกินไปก็อาจเกิดผลเสียขึ้นได้  เพราะบางคนอาจระลึกถึงแต่ความสำเร็จในอดีตจนไม่สนใจที่จะหาทางก้าวต่อไปอีกเลยก็ได้  การติดอยู่กับอดีตจะทำให้บุคคลไม่พัฒนาจะนึกแต่ความภูมิใจไม่ลงมือทำงานในปัจจุบันซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

  1. 12.      การหนีไปสู่อาการเจ็บป่วย   (Escape through Physical Ailments)  เป็นการ

หนีสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความคับข้องใจโดยการเจ็บป่วยโดยไม่มีสาเหตุ เมื่อความเดือดร้อนใจความวุ่นวายใจเหลานี้หมดไป  อาการเจ็บป่วยก็จะหายไปด้วยโดยไม่ต้องรักษา    ครูมักจะพบอยู่เสมอว่าในวันสอบจะมีนักศึกษาบางคนที่เกิดปวดหัว  ปวดท้อง   เป็นหวัด  เป็นต้น   แต่เมื่อพ้นวันสอบไปแล้วอาการเหล่านี้ก็จะหายไป ครูควรเอาใจใส่นักศึกษาที่เจ็บป่วยให้มากเพราะอาการเหล่านั้นอาจจะเนื่องมาจากความคับแค้นใจ ความวุ่นวายทางอารมณ์ก็ได้  หากครูลงโทษหรือเพิ่มงานให้อีก ก็อาจจะเป็นการเพิ่มความเครียดทางอารมณ์ให้นักศึกษามากยิ่งขึ้น       

  1. 13.      การทำดีชดเชยความผิด  (  Expiation or Atonement  )  เป็นวีการที่ใช้ลดความ

รู้สึกผิดลงไปบ้าง  เพื่อให้จิตใจสบายขึ้น  เช่น ผู้ใหญ่บางคนกลับบ้านดึกกลัวภรรยาต่อว่าก็เลยซื้อขนมมาฝาก  เป็นต้น  วิธีการปรับตนโดยการทำดีชดเชยความผิดนี้จะช่วยลดความคับข้องใจลงไปได้บ้าง  แต่ก็ไม่ควรใช้บ่อยจะกลายเป็นการชอบให้สินบน  ดังนั้นก่อนทำสิ่งใดๆควรคิดให้มากๆ  ยิ่งถ้าทำผิดกับบุคคลอื่น  ทำให้เขารู้สึกเสียหน้า  ต่อมารู้สึกผิดจะไปทำดีกับเขา  เพื่อนท่านคงไม่ไว้ใจท่านอีกแล้วต่อให้ดีขนาดใด  คำว่าขอโทษกล่าวเพราะสำนึกผิดหลายครั้งเป็นการย้ำว่าท่านโกหก  ไม่จริงใจ  ต่อไปใครเขาก็ไม่เชื่อท่านต่อให้ท่านดีก็ตาม  ดังนั้นจงคิดก่อนที่จะทำและทำทุกครั้งต้องใช้ความคิด  อย่าใช้อารมณ์และความรู้สึกนำชีวิต นำการกระทำเพราะจะทำให้เราขาดสติ

        พฤติกรรมต่อต้าน  พฤติกรรมต่อต้านสามารถพิจารณาจากพฤติกรรมตอบสนองได้  3  ลักษณะดังนี้

        1.  การยอมจำนน  (  Submit  ) เป็นการยอมแพ้ต่ออุปสรรค  ยอมรับว่าไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จตามความต้องการได้  จึงพยายามปรับตัวซึ่งจะทำโดยการลดจุดมุ่งหมายลงมาเปลี่ยนความต้องการหรือเก็บกดความต้องการ การแสดงปฏิกิริยาตอบสนองในลักษณะนี้ไม่ทำให้ความต้องการเดิมหมดไป   ความต้องการนั้นๆยังคงมีอยู่จึงเกิดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์  ( Hostile  )  ต่อสิ่งที่ทำให้ตนคับข้องใจ

        2.  การเอาชนะ   (  Overcome  )  เป็นการพยายามต่อสู้เพื่อเอาชนะความคับข้องใจให้ได้โดยไม่มีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ที่เกิดขึ้น

3.  การหลีกเลี่ยง  (  Avoid  ) เป็นการหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความรู้สึก

คับข้องใจในรูปแบบต่างๆไม่ต้องการเผชิญหน้ากับสถานการณ์หนีปัญหาเพื่อไม่ให้ตนเองเจ็บปวด

การปรับตนตามกลวิธานในการป้องกันตัวในแบบต่าง ๆ โดยใช้วิธีการต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เราทุกคนใช้เมื่อเกิดความคับข้องใจ เมื่อเกิดความผิดหวัง หรือเมื่อเกิดการแก้ปัญหาต่างๆไม่ได้    การใช้วิธีการต่างๆที่กล่าวมาไม่ว่าจะเป็นเล็กน้อยหรือใช้วิธีรุนแรงก็ตามย่อมขึ้นอยู่กับ  อุปสรรคหรือความคับข้องใจนั้นๆ รุนแรงในระดับใด  บุคคลปกติควรใช้กลวิธานในการป้องกันตัวให้น้อยที่สุด  การใช้กลวิธานในการป้องกันตัวมากๆจะทำให้เราหลีกหนีความจริง  การไม่ยอมรับความจริง  การหลอกตนเอง  เราทุกคนหลอกใครได้เราไม่สามารถหลอกตนเองได้  

          8.2.2  กลุ่มพฤติกรรมนิยม   ( Behaviorism  )

กลุ่มพฤติกรรมนิยมมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรม   มีนักจิตวิทยาคนสำคัญ  คือ  จอห์น  บี. วัตสัน   ( John B. Watson,1879-1958  ) กลุ่มนี้เชื่อว่าพฤติกรรมเกิดได้ก็จะต้องมีสาเหตุและสาเหตุก็คือ     สิ่งเร้า ( Stimulus หรือ Stimuli  )นั้นเอง สิ่งเร้าภายนอกมากระตุ้น  ทำให้เกิดการแสดงออกของพฤติกรรมภายนอกก็คือการตอบสนอง ( Response ) หรือ S – R  ถ้ามีอินทรีย์เข้าไปเกี่ยวข้องจะเป็น S – O – R เป็นต้น การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนองของอินทรีย์เรียกว่า  การเรียนรู้ ( Learning ) กลุ่มนี้จึงสนใจเรื่อง พฤติกรรมซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดการเรียนรู้  พฤติกรรมทุกอย่างต้องมีสาเหตุ  นอกจากนี้แล้ว     Watson    ได้แนวความคิดจากนักจิตวิทยาชาวรัสเซีย  คือ  Ivan  P. Pavlov  ได้ทำการทดลองเรื่องการวางเงื่อนไขและเขาเชื่อว่า      ปฏิกิริยาการตอบสนองเกิดขึ้นเพราะการวางเงื่อนไข (  Conditioned  Response  )  อย่างไรก็ดีแนวคิดของ     สกินเนอร์  ( B.F.Skinner )  นักจิตวิทยาชาวอเมริกันได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้  เขาเชื่อว่าบุคลิกภาพเป็นสิ่งที่เรียนรู้  แต่มีความเห็นว่าแรงขับ  แรงจูงใจ  ความวิตกกังวล  ความต้องการไม่จำเป็นต้องนำมาพิจารณา  เขาเชื่อว่าการที่บุคคลแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวแสดงว่าแนวโน้มในอดีตบุคคลได้รับแรงเสริมหรือได้รับรางวัล  เช่น ทุกครั้งที่ขู่เข็ญน้อง  น้องย่อมแบ่งขนมให้  ทำให้บุคคลมีแนวโน้มจะมีพฤติกรรมเช่นนี้ซ้ำอีก สกินเนอร์อธิบายว่าการเรียนรู้แบบนี้เป็นการเรียนรู้แบบการวางเงื่อนไขการกระทำ  ( Operant  Conditioning  ) บุคคลที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวเพราะเกิดการเรียนรู้นั่นเอง

สรุปแนวความคิดของกลุ่มพฤติกรรมนิยม เชื่อว่าพฤติกรรมทุกอย่างของมนุษย์จะต้องมีสาเหตุการตอบสนองหรือพฤติกรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีสิ่งเร้าไปเร้าอินทรีย์เมื่อมีการตอบสนองติดต่อกันไปเรื่อยๆ จะก่อให้เกิดการเรียนรู้และกลุ่มนี้แบ่งพฤติกรรมออกเป็น 2 อย่างคือ พฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้ อันได้แก่  การนั่ง  ยืน  เดิน  กิริยามารยาท  เป็นต้น  และอีกอย่างหนึ่งคือ  พฤติกรรมที่ไม่สามารถมองเห็นได้เป็นพฤติกรรมภายใน  เช่น  การเต้นของหัวใจ  การทำงานของระบบต่อม  การเกร็งกล้ามเนื้อ  การคิด  ความรู้สึกภายในใจ  เป็นต้น  พฤติกรรมทั้งที่ปรากฏให้เห็นและพฤติกรรมที่ไม่ปรากฏให้เห็นจัดเป็นพฤติกรรมโดยทั้งสิ้นนอกจากนี้กลุ่มนี้เชื่อว่าพฤติกรรมอาจถูกเร้าโดยใช้แรงเสริมเป็นตัวกำหนด  หรือพฤติกรรมที่ลงมือกระทำเป็นพฤติกรรมที่ปรากฏโดยไม่ใช้สิ่งเร้า  และพฤติกรรมของบุคคลส่วนใหญ่จะเป็นไปในลักษณะแสดงอาการกระทำต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งแวดล้อมทั้งนี้เพื่อจุดหมายบางอย่าง  จนเกิดกระบวนการเรียนรู้ในที่สุด

วิธีการศึกษาของกลุ่มนี้ ส่วนมากนิยมใช้วิธีการทดลอง   ( Experimentation  )    และการสังเกตอย่างมีระบบแบบแผน  (  Formal  Observation  )  มีการจดบันทึกตามแบบฟอร์มที่  กำหนดช่วงเวลาการสังเกต  ผู้ทำการสังเกตต้องทำใจเป็นกลางในการสังเกตไม่อคติใดๆ  จดแต่สิ่งที่ปรากฏโดยจริง  และเป็นผู้ถูกฝึกจนสามารถทำการสังเกตได้

          8.2.3  กลุ่มเกสตอล (  Gestalt    Psychology  ) 

นักจิตวิทยากลุ่มเกสตอล ถูกตั้งขึ้นโดยนักจิตวิทยาชาวเยอรมัน ในตอนต้นศตวรรษที่ 20 ผู้นำกลุ่มนี้ได้แก่  Max Wertheimer ( 1880 –1943 )  Kurt Koffka ( 1886 –1941 ) และ  Wolfgang  Kohler  ( 1887 – 1967 ) นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้เชื่อว่าส่วนประกอบของปัจเจกบุคคลไม่ใช่เป็นสิ่งสำคัญแต่สิ่งที่สำคัญคือ  Gestalt  ( รูปแบบ หรือ แบบอย่าง ) ที่ส่วนประกอบของจิตได้ประกอบขึ้น  โยธิน  ศันสนยุทธ และคณะ  ได้อธิบายว่า (2533 : 8  )   การรับรู้เป็นส่วนรวมมากกว่าส่วนย่อย ส่วนรวมจะมีความหมายมากกว่าส่วนย่อย  การรับรู้เกี่ยวกับ  ภาพ ( Figure )    และ   พื้น ( Ground ) การรับรู้ในเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องความตระหนักรู้ ( Awareness )ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราสนใจหรือสนามการรับรู้  ( Perceptual Field )ของบุคคล   สิ่งที่รับรู้จะกลายเป็นภาพ หรือ  Figure ไปในขณะเดียวกันส่วนที่เหลือจะกลายเป็นพื้น หรือ  Ground ฉะนั้นส่วนต่างๆของการรับรู้เมื่อรวมกันเข้า จะผลิตบางอย่างนอกเหนือไปกว่าและมีความหมายมากกว่าส่วนต่างๆที่พิจารณาแยกกัน   กลุ่มนี้ยังเชื่อว่าบุคคลสามารถมีการรับรู้พิเศษเรียกว่า  Insight หรืออาจเรียกว่าการหยั่งเห็น  เป็นผลมาจากหลายปัจจัยรวมกัน  เช่น ประสบการณ์เดิม การเรียนรู้เดิม ทั้งสองประสบการณ์ใหม่ทำให้เกิดการตระหนักรู้ในสนามการรับรู้จึงปรับเป็นกระบวนความคิดและความรู้ใหม่ขึ้น ทำให้บุคคลเกิดการหยั่งเห็น  หรือ Insight

ปราชญาลปน์  กัณหเนตร  ได้อธิบายว่า   ( 2540 : 17 )  สนามของบุคคลประกอบด้วยสามองค์ประกอบใหญ่   ประการแรกได้แก่ ธาตุภายในตัวบุคคล ประการที่สองได้แก่ธาตุภายนอกตัวบุคคล และประการที่สามได้แก่  สถานการณ์หรือสภาพการณ์  ของช่วงเวลาหนึ่ง   นอกจากนี้การเรียนรู้ไม่ใช่แค่การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง แต่เป็นความสัมพันธ์ในสนามทางจิตใจ

สรุปแนวคิดของกลุ่มจิตวิทยาเกสตอล เชื่อว่าส่วนรวมใหญ่กว่าผลบวกของส่วนย่อย  และกลุ่มนี้มีความเห็นว่า  การรับรู้เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้  แต่มนุษย์มีความสามารถในการรับรู้ต่างกันจึงทำให้บุคคลแต่ละคนมีการรับรู้ที่แตกต่างกัน  การที่บุคคลจะรับรู้ได้ดีต้องรับรู้โดยส่วนรวมก่อนแล้วจึงศึกษาส่วนย่อยของสิ่งนั้นที่ละส่วนภายหลัง   และความสามารถในการแก้ปัญหาของบุคคลอยู่ที่การหยั่งเห็น (  Insight  ) ดังนั้นการแก้ปัญหาขึ้นอยู่กับ  Insight  ทำให้บุคคลแก้ปัญหาได้แสดงว่าบุคคลเกิดการเรียนรู้

         8.2.4  กลุ่มมนุษยนิยม  (  Humanistic -  Existential  )

        นักจิตวิทยาที่สำคัญ  คือ มาสโลว์  (  Maslow  )  เขาเชื่อว่าพฤติกรรมของบุคคลเกิดจากแรงจูงใจภายในตัวเอง  มนุษย์แต่ละคนมีเอกลักษณ์ของตนเองเพราะพฤติกรรมของมนุษย์เป็นผลจากการรับรู้ที่บุคคลนั้นมีต่อโลก  การแสดงเอกลักษณ์จึงเป็นการรับรู้ปรากฎการณ์ในโลกแห่งตนดังนั้นพฤติกรรมของบุคคลจึงสะท้อนถึงการมองโลกของแต่ละบุคคล และมนุษย์มีแนวโน้มว่าจะเจริญงอกงามไปสู่ความมีวุฒิภาวะโดยสมบูรณ์ เสมือนกับเมล็ดผลที่พร้อมจะเจริญงอกงามเป็นดอกผล และแรงจูงใจที่แตกต่างกันทำให้มีบุคลิกภาพที่ต่างกัน  Maslow  สร้างทฤษฎีลำดับขั้นของแรงจูงใจโดยกล่าวว่าแรงจูงใจของบุคคลมีลำดับขั้นตอน  5  ขั้นด้วยกัน  ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานคือ แรงจูงใจปรารถนาด้านสรีระวิทยา  ขั้นความปลอดภัย  ขั้นการต้องการกลุ่ม สมาคม  ขั้นความต้องการชื่อเสียง  ไปจนถึงขั้นสุดท้ายหรือขั้นสูงสุด คือแรงจูงใจที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง  โดย  Maslow  กล่าวว่าแรงจูงใจลำดับต้นต้องได้รับการตอบสนองก่อน  แรงจูงใจลำดับสูงจึงจะพัฒนาไปตามลำดับขั้น  และเขาเชื่อว่าบุคคลทุกคนมีพื้นฐานจิตใจที่ดีมาตั้งแต่แรกเกิด  ต้องการทำสิ่งที่ดีจนถึงขั้นสูงสุดของความเป็นมนุษย์  คือขั้นสูงสุด อย่างไรก็ดีบุคคลอาจไม่สามารถทำดีได้   เพราะอิทธิพลของสังคม หรือปัจจัยต่างๆรุมเร้า  แต่การที่บุคคลได้พัฒนาความสามารถของตน    ก็เท่ากับเป็นการพัฒนาบุคลิกภาพด้วย 

มาสโลว์  (  Maslow .  1970  : 286 )เน้นว่ามนุษย์ทุกคนมีความต้องการที่จะบรรลุถึงขีดสูงสุดของศักยภาพ  (  Potential  )  ความต้องการสูงสุดนั้น มาสโลว์  เรียกว่าความเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง  (  Self  Actualization  )        สำหรับรายละเอียดลำดับความต้องการ  5  ขั้น  มีดังนี้คือ

  1. ความต้องการทางสรีรวิทยา  (  Physiological  Needs  )  เช่น  อาหาร  การพักผ่อน  

การรักษาสภาวะสมดุลภายในร่างกาย  (  Homeostasis  )

  1. ความต้องการเกี่ยวกับความปลอดภัย  ความมั่งคง  สวัสดิการ  การคุ้มครอง  การช่วย

เหลือจากผู้อื่น   (  Safety   Needs  )

  1. ความต้องการเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของ  การเข้าหมู่การเข้าพวก  ครอบครัว  เพื่อนผู้

ร่วมงาน  (  Belongingness  Needs  )

  1. ความต้องการเกี่ยวกับเกียรติยศ  ชื่อเสียง  การยกย่องนับถือและการยอมรับจาก

สังคม  ( Esteem  Needs  )

  1. ความเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง  (  Self  Actualization  )  ซื่อสัตย์ต่อตนเอง  ประพฤติ

ปฏิบัติในแนวทางที่เหมาะสม  กระทำสิ่งต่างๆตามความสามารถของตน   

        ส่วน  ออลพอร์ท  (  Allport  )  ได้ศึกษาบุคลิกภาพในภาพรวมแต่เน้นในเรื่องจิตสำนึกมากกว่าจิตไร้สำนึก  เขาเชื่อว่าเรื่องประสบการณ์ปัจจุบันมากกว่าประสบการณ์ในอดีตและเชื่อว่าพันธุกรรมเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดบุคลิกภาพและพฤติกรรม  และอธิบายว่าบุคลิกภาพของบุคคลถูกกำหนดจากลักษณะเฉพาะบุคคล  (  Personal  trait  )  บุคคลจะแสดงลักษณะเด่นของตนออกมา  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและสภาพกดดันทางสังคมที่เขาประสบอยู่

        ส่วน คาร์ล  โรเจอร์ส  (  Carl  Rogers  )  ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับบุคลิกภาพในทฤษฎี  Self  Theory  เขาเชื่อว่าคนทุกคนอยู่ในโลกแห่งประสบการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาโดยที่มีตัวเขาเป็นศูนย์กลางและปฎิกิริยาที่แสดงออกมาเป็นผลจากประสบการณ์และการรับรู้ที่เขามีอยู่  การรับรู้  (  Preceptual  Field  ) ของบุคคลนั่นก็คือ  “ความจริง”  และเขาเชื่อว่ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะไปสู่การเป็นผู้รู้จักตนอย่างแท้จริง  ( Self  Actualization  )

        สรุปแนวความคิดของกลุ่มมนุษยนิยม โดยภาพรวมนักจิตวิทยาในกลุ่มนี้มองบุคคลในภาพรวมทั้งด้าน  ร่างกาย  อารมณ์  ความคิด  แรงจูงใจ  และระบบความเชื่อว่าทุกคนใฝ่ดีมาแต่กำเนิด  บุคลิกภาพของบุคคลถูกกำหนดมาจากลักษณะ  ภาพในตัวบุคคล  เช่น การรับรู้ แรงจูงใจ  หรือลักษณะเฉพาะบุคคล  โดยมีสิ่งแวดล้อมภายนอกเป็นตัวส่งเสริม 

8.2.5  ทฤษฎีบุคลิกภาพของเชลดัน (Sheldon’s Theory) 

เชลดัน  (William H.Sheldon) นักจิตวิทยาและแพทย์ชาวอเมริกัน ได้ทำการศึกษาค้นคว้าลักษณะความสัมพันธ์ของโครงร่างกับการแสดงออกในลักษณะต่างๆ ของมนุษย์เอาไว้อย่าง  โดยใช้วิธีการถ่ายรูปภาพโครงร่างของคนไว้กว่า 5,000 คนเพื่อใช้ในการศึกษา และยังได้ศึกษาค้นคว้ารายละเอียดตามหลักการของ Kretschmer ซึ่งแบ่งประเภทของคนออก โดยใช้ลักษณะหรือโครงสร้างของร่างกายเป็นเกณฑ์ (Somatype) เชลดัน  ได้ใช้วิธีการนำภาพของคนเป็นจำนวนมาก มาศึกษาพิจารณาและในที่สุดได้ปรับปรุงแล้วสรุปว่า  มนุษย์มีลักษณะทางรูปร่างแตกต่างกันไปและสามารถ แบ่งโครงสร้างของร่างกายออกได้เป็น 3 กลุ่ม นอกจากนี้ยังได้ศึกษาลักษณะทางอารมณ์ของคนเหล่านี้ว่าคนแต่ละประเภทเป็นอย่างไรหลักการแบ่งและชื่อของกลุ่มใช้ตามการแบ่งชั้นของเซลล์และเนื้อเยื่อ ในระยะแรกของตัวอ่อนของมนุษย์ที่อยู่ในครรภ์ของมารดา ทฤษฎีของเขาได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างมาก บุคลิกภาพของบุคคลที่ เชลดัน แบ่งออกเป็น  3 กลุ่มมีดังนี้

1. กลุมที่มีโครงสร้างแบบ Ectomorphic หรือ Ectomorphy ประเภทนี้มักเป็นคนผอมสูง เอวบางร่างน้อย กล้ามเนื้อน้อย ไหล่ห่อ นิ้วมือเรียวยาว แขนขายาว ท่าทางบอบบาง ผิวและเส้นผมละเอียด หน้าอกแบนแฟบ ทรวดทรงชะลูด ประสาทไวต่อความรู้สึกมาก ชอบหลบหนีสังคม กลัวการอยู่ในกลุ่ม ไม่ค่อยกล้า ท่าทางอ่อนแอ ไม่กระตือรือร้น ใจน้อย ชอบสันโดษ ชอบอยู่ตามลำพัง อารมณ์อ่อนไหว วิตกกังวลง่าย ช่างคิด มันเป็นโรคจิตประเภท Heboid คือชอบหลบหนีสังคม

โครงสร้างแบบเอคโตมอฟีนั้น เชลดันอธิบายว่าจะเป็นผู้มีแนวโน้มที่จะมีบุคลิกภาพที่เรียกว่า เซเรโบรโทเนีย (Cerebrotonia) คือ เป็นคนไม่ชอบสังคม มีความเครียดทางอารมณ์อยู่เสมอและมีการตัดสินใจอะไรรวดเร็ว  เด็ดขาด นอนไม่หลับ และชอบการสันโดษอยู่คนเดียว โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับปัญหา  บุคลิกภาพประเภทนี้จะไม่ทำอะไรที่เป็นการเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น เหมือนกับพวกอื่นๆ

2กลุ่มที่มีโครงสร้างแบบ Endomorphic หรือ Endomorphy  เป็นบุคคลที่มีลักษณะอ้วนเตี้ย มีโครงสร้างของร่างกายอ้วนกลม หน้ากลม มีเนื้อและไขมันมาก ร่างกายเต็มไปด้วยไขมัน พุงยื่นหนา ชอบสนุกสนานร่าเริง ชอบอยู่สบายๆ เป็นคนแสดงออกชัดเจนเปิดเผย ชอบกินและ กินเก่งเพราะระบบย่อยอาหารทำงานดี  เมื่อโกรธจะแสดงบุคลิกภาพจู้จี้ขี้บ่น โกรธง่ายมากถ้าไม่พอใจแต่หายเร็ว กลุ่มนี้มักมีอาการของโรคจิตชนิด Manic depressive คือ บางครั้งดีใจมาก บางครั้งเสียใจมาก ชอบแสดงอิทธิฤทธิ์ และถ้าทำอะไรไม่ได้ก็จะปล่อยชีวิตตามยถากรรม  ไม่ชอบดิ้นรนแต่เรียกร้องที่จะให้คนอื่นช่วยตน  ไม่รู้ถึงบุญคุณคน

โครงสร้างแบบเอนโดมอฟี  เชลดันอธิบายว่าส่วนใหญ่จะมีบุคลิกภาพประเภทที่เขาเรียกว่าวิซโรโตเนีย (Viscerotonia) เป็นลักษณะของผู้มีบุคลิกภาพประเภทรักความสะดวกสบาย ชอบการสังคม ชอบทำอะไรช้าๆ ปล่อยอารมณ์ตามสบาย ชีวิตไม่มีรีบมีร้อน มีความอดทนอดกลั้นทางอารมณ์ดีมากเพื่อให้ตนเองมีความสุข เป็นคนที่ง่ายแก่การคบค้าสมาคมด้วย รักการกินเป็นที่หนึ่ง

3. กลุ่มที่มีโครงสร้างแบบ Mesomorphic หรือ Mesomorphy กลุ่มนี้มีลักษณะสมส่วนเป็นนักกีฬา นักผจญภัย มีโครงสร้างของร่างกายสมส่วน สง่างาม ไหล่กว้าง ตะโพกเล็ก ชอบกีฬาการต่อสู้ ชอบการผจญภัย กระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว ว่องไว มีน้ำใจเป็นนักกีฬา มีร่างกายกำยำล่ำสัน กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ สมบูรณ์ ร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ บึกบึน แข็งแรง ชอบใช้กำลัง หรือความก้าวร้าว ขยันขันแข็ง มีกระดูก และกล้ามเนื้อแข็งแรงได้สัดส่วน มีพลังงานมาก  บุคลิกภาพของคนในกลุ่มนี้ถ้าเป็นโรคจิตจะเป็นโรคจิตประเภทที่เรียกว่า Paranoid  คือจะคิดว่าตัวเองเป็นใหญ่ในโลก  มองเห็นอะไรที่คนอื่นไม่เห็น มุ่งทำลายชีวิตคน  มีอันตราย

โครงสร้างแบบเมโซมอฟี จะมีบุคลิกภาพประเภท โซมาโตโตเนีย (Somatotonia) คือเป็นพวกรักการต่อสู้ผจญภัย ชอบกิจกรรมการเสี่ยง เป็นคนที่ค่อนข้างจะก้าวร้าว มักจะกระทำการใดๆ ที่เป็นการแสดงว่าตัวมีอำนาจและพละกำลังมากๆ

มีเรื่องน่าสังเกตว่า ความอ้วน ความผอม ความสูงเตี้ยของร่างกาย มักจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโภชนาการอยู่มาก นักกีฬาเลิกเล่นกีฬาส่วนใหญ่มักจะกลายเป็นคนอ้วนลงพุง และการกำหนดลักษณะทางจิตใจว่ารูปร่างอย่างนั้นมีอารมณ์อย่างนี้  น่าจะเป็นการเหมารวม (Stereotype) มากกว่าเมื่อเห็นคนอ้วนมักจะคาดหวังเอาว่าเป็นคนตลกสนุกสนานร่าเริง ไปเสียหมดทุกคน เพราะเคยมีประสบการณ์มาเช่นนั้น แต่ว่าแท้จริงแล้วอาจไม่ใช่เป็นกฎตายตัวว่าต้องเป็นอย่างนั้นทุกคน และบางครั้งคนอ้วนแสดงพฤติกรรมเช่นนั้น อาจเป็นเพียงการสวมบทบาท (Role) ที่สังคมคิดว่า  เขาหรือเธอ ควรจะแสดงบทบาทอย่างนั้นก็เป็นได้

8.2.6  ทฤษีบุคลิกภาพของ Carl G. Jung 

Jung อธิบายรูปแบบทางจิตวิทยาของบุคคลมี 2 ประเภท (Two Psychological Type) ซึ่งเป็นเจตคติพื้นฐาน (Basic Attitudes) ที่ทำหน้าที่กำหนดการแสดงออกของบุคคล ซึ่งแบ่งออกเป็น

1.  ผู้ที่มีเจตคติที่หันออกจากตนเอง (Extraversion) หรือพวกแสดงตัว ซึ่งจะมีการแสดงออกที่เผชิญกับโลกภายนอก บุคคลประเภทนี้จะชอบแสดงตัว ชอบสังคม มักจะมีเพื่อนมากชอบพูดมากกว่าฟัง ช่างพูด ร่าเริง แจ่มใส มีความสามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ชอบการเปลี่ยนแปลง มีนิสัยเปิดเผย มีความเชื่อมั่นบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง รู้จักผ่อนปรน และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อย่างเหมาะสม มีความยืดหยุ่น กล้าต่อสู้ และเผชิญกับปัญหา สนใจกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ชอบมีประสบการณ์ด้วยตนเอง และไม่จริงจังกับความผิดหวังต่างๆ เป็นต้น

2.  ผู้มีเจตคติหันเข้าหาตนเอง (Introversion) หรือ พวกเก็บตัวเป็นผู้ที่มุ่งเข้าหาตนเอง บุคคลเหล่านี้มักจะไม่กล้าตัดสินใจ ไม่แน่ใจ จิตใจไม่มั่นคง สงบเสงี่ยม ไม่ชอบสมาคมกับผู้อื่น เก็บตัว ชอบอยู่ตามลำพัง ไม่ยืดหยุ่น มักมีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ยึดมั่นในความรู้สึกของตนเอง อารมณ์หงุดหงิดและหวั่นไหวง่าย มักจะมีความรู้สึกเหงา และว้าเหว่ และเมื่อเกิดปัญหาก็มักจะแยกตัวออกไปจากสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดปัญหา นอกจากนี้ ยังไม่มีความไว้วางใจผู้อื่นการมองผู้อื่นด้วยความพินิจพิเคราะห์ ตลอดจน จะไม่ชอบความก้าวร้าว และรุนแรง

จุง อธิบาย เจตคติพื้นฐาน สองประการนี้จะเกิดขึ้นในบุคลิกภาพ โดยที่บุคคลจะไม่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่ในตัวเองแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะมีทั้งสอง ลักษณะอยู่ในตัว และถ้าเจตคติอย่างใดอย่างหนึ่งมีลักษณะเด่น เจตคตินั้นก็จะเข้ามาอยู่ในจิตสำนึกในขณะที่อีกเจตคติหนึ่งจะด้อยและอยู่ในจิตไร้สำนึก ทำให้การรับรู้ตนเอง (Ego) แสดงตนโดยหันตัวเองออกสู่การติดต่อกับโลกภายนอก ในขณะที่สิ่งที่อยู่ในประสบการณ์ไร้สำนึก (Personal Unconscious) จะเป็นลักษณะที่หันเข้าหาตนเอง อย่างไรก็ตาม ลักษณะทางบุคลิกภาพทั้ง 2 อย่างนี้ต่างก็ให้ผลดี และผลเสียต่างกันไป เช่น การหันเข้าหาตนเองอาจจะทำให้บุคคลมีการสร้างสรรค์และผลิตสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่จะเกิดผลเสียที่อาจหมกมุ่นและซึมเศร้าอยู่กับตนเองมากเกินไป ส่วนการหันออกจากตนเอง จะทำให้กล้าตัดสินใจแต่อาจเกิดผลเสียคือกล้ามากเกินไปโดยปราศจากการวิเคราะห์และการพิจารณาสิ่งต่างๆ ด้วยความรอบคอบ

 

 

 

หนังสืออ้างอิง

กันยา  สุวรรณแสง.จิตวิทยาทั่วไป General  psychology . กรุงเทพมหานคร : อักษรพิทยา, 244

             หน้า, 2538.

กันยา  สุวรรณแสง.การพัฒนาบุคลิกภาพและการปรับตัว . กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 216  หน้า, 2533.

ทิพย์  นาถสุภา.  บทความประกอบหมวดวิชาการศึกษา  วิชาจิตวิทยาการศึกษา. พระนคร : หน่วย

             ศึกษานิเทศ กรมการฝึกหัดครู, 2513.

พิชญ์สิรี  โค้วตระกูล และ สุธีรา  เผ่าโภคสถิตย์. จิตวิทยาทั่วไป.กรุงเทพมหานคร : เทพรัตน์พับลิช

            ชิ่งกรุ๊ป,200 หน้า  , 2538.

โยธิน  ศันสนยุทธ และคณะ. จิตวิทยา. กรุงเทพมหานคร : ศูยน์ส่งเสริมวิชาการ, 381หน้า , 2533.

โรเบิร์ต  อี. ซิลเวอร์แมน. สุปาณี  สนธิรัตน และคณะ  แปลและเรียบเรียง. จิตวิทยาทั่วไป. พิมพ์ครั้ง

            ที่ 5 ,กรุงเทพมหานคร : เนติกุลการพิมพ์, 388 หน้า  ,2537.

ทรงพล  ภูมิพัฒน์.  จิตวิทยาสังคม.พิมพ์ครั้งที่ 2,กรุงเทพฯ  :  ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา 

               มหาวิทยาลัยศรีปทุม,2541.

นวลละออ   สุภาผล.  ทฤษฎีบุคลิกภาพ. กรุงเทพฯ : ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ 

             มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ประสานมิตร,2527.

นิภา   นิธยายน.  การปรับตัวและบุคลิกภาพ.  พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์,

              2530.

ทรงพล  ภูมิพัฒน์.  จิตวิทยาสังคม.พิมพ์ครั้งที่ 2,กรุงเทพฯ  :  ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา 

               มหาวิทยาลัยศรีปทุม,2541.

นวลละออ   สุภาผล.  ทฤษฎีบุคลิกภาพ. กรุงเทพฯ : ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ 

             มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ประสานมิตร,2527.

นิภา   นิธยายน.  การปรับตัวและบุคลิกภาพ.  พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์,

              2530.

ปราชญาลปน์  กัณหเนตร. เอกสารประกอบการสอน วิชาแนะแนว 325 บุคลิกภาพ .

               (อัดสำเนา) พิษณุโลก:มหาวิทยาลัยนเรศวร,2540.

เอนกกุล  กรีแสง. จิตวิทยาการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3, พิษณุโลก : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

                 พิษณุโลก, 2526.

John W. Santrock. Psychology. 6ed. New York  : McGraw-Hill Higher  ,2000,593pp.

Stephen Worchel  and Wayne Shebilske. Psychology Principles and Applications.3ed. New

              Jersey :   Englewood  cliffs  ,1989,800 pp.

 Donald Olding Hebb.A Textbook of Psychology.6ed.Philadelphia nd London :W.B.Saunders

              Company,1966.353pp.

Robert A. Baron.Psychology The Essential Science.Boston : Rensslaer Polytechnic

               Institute.1989,587pp.

Charles G. Morris and Albert A. Maisto.Psychology an Introdouction. 11th.ed. New

              Jersey :   Pearson Education,Inc,Upper Saddle  ,2002,707 pp.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

view

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

view